ความเห็น: 18
ลองก้าวเข้าสู่โลกวิเศษแห่งเพลงคลาสสิก?
ที่บ้านผมฟังเพลงคลาสสิกมาตั้งแต่ผมจำความได้ ผมเองก็ชอบมาตลอด แต่จริงๆก็ไม่ได้คลั่งไคล้อะไรขนาดนั้น กล่าวได้ว่ายังไม่ได้รู้สึกสุนทรีย์ กับเพลงคลาสสิกมากเท่าใดนัก นอกจากงานบางชิ้นที่ชอบมากๆอย่าง Rachmaninov Piano Concerto no.3 หรือ Tchaikovsky's Pathetique นอกนั้นก็ชอบแต่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก
ทุกอย่างเปลี่ยนไปในช่วงครึ่งปีมานี้
ผมกลายเป็นพวกคลั่งเพลงคลาสสิกไปเลยทีเดียว

ผมเลยลองถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น และพบว่าจริงๆประสบการณ์อันมหัศจรรย์ ที่เกิดกับผมในเวลาไม่นานมานี้อาจจะเป็นประโยชน์ กับคนอื่นที่อยากจะก้าวเข้าไปในโลกแห่งเพลงคลาสสิก ที่เต็มไปด้วยจินตนาการความรู้สึกที่ยากที่เพลงรุ่นใหม่ๆ จะทำให้ใครเคลิ้มได้ขนาดนั้น ผมเลยคิดว่าเขียนเรื่องนี้ซะหน่อย ก็คงจะดีกับคนอื่นบ้าง Blog post นี้จึงเป็นเหมือน Sunit's Personal Guide to Classical Music
โลกของผมเปลี่ยนไปเมื่อผมซื้อ iPod 30G ซึ่งตอนแรกซื้อมาเพราะอยากดูพวก documentary, video podcast และ music video แต่สิ่งที่กลับเกิดขึ้นจริงๆนั้น iPod กลายเป็นเหมือนกุญแจวิเศษ ที่เปิดโลกของสุนทรีย์แห่งเพลงคลาสสิกอันลึกลำ้
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อฟังเพลงคลาสสิกใน iPod เรามักจะได้ยินรายละเอียดที่แทบไม่ได้ยิน เมื่อฟังเพลงผ่านเครื่องเสียงปกติ ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของเพลงคลาสสิก ซึ่งมักมีเสียงจากเบามากไปยังดังมากสลับกันไปในเพลง ทำให้เมื่อเปิดเพลงในเครื่องเสียงปกติ ก็มักจะไม่เปิดดังเพราะเมื่อเพลงเข้าช่วงเสียงดัง ก็จะกลายไปดังเกินไปรบกวนคนอื่น แต่เมื่อเพลงเข้าช่วงเสียงเบา เราก็แทบจะไม่ได้ยินรายละเอียดไปด้วย ยิ่งหากเราเปิดเพลงในเครื่องเสียงปกติ ในที่ซึ่งมีเสียงรบกวนเยอะ โอกาสที่จะเข้าถึงอารมณ์เพลงในทุกๆตัวโน็ต ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
แต่ด้วย iPod ผมกลับได้ยินเสียงรายละเอียดมากมายของเพลง ที่แทบไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือสามารถรับรู้ถึงอารมณ์อันอ่อนไหว จากช่วงเศร้าสลดไปจนถึงช่วงอารมณ์รุนแรง อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทั้งๆที่เป็นเพลงที่ผมเองเปิดฟังบ่อยๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะการฟังเพลงในหูฟังทำให้เรารับรู้ ถึงรายละเอียดและช่วงอารมรณ์มากมาย และการที่ผมสามารถพกพามันไปได้ทุกที่ ก็ย่อมหมายถึงการที่ผมสามารถฟังเพลงคลาสสิก ที่ผมชอบได้ทุกๆที่และมีให้เลือกหลากหลาย ทำให้ชีวิตเหมือนมี soundtrack ที่เยี่ยมยอดเป็นแรงบรรดาลใจให้ทุกๆเวลา ได้ทำอะไรได้เต็มที่ขึ้น

ผมจำได้ว่าเพลงที่ทำให้ผมแทบร้องให้ เมื่อฟังในหูฟังเป็นครั้งแรกก็คือ Violin concerto ของ Beethoven และ Brahm ของ Nathan Milstein ซึ่งอัดเสียงไว้เมื่อราวสี่สิบปีที่แล้ว เสียงที่ผมได้ยินเหมือนอย่างกับเพึ่งอัดเมื่อวาน นอกจากนั้นที่ฟังแล้วขนลุกซู่ก็คือ Cello Concerto ของ Elgar โดย Jacqueline Du Pre (ที่มาสร้างเป็นหนังเรื่อง Jacky and Hilary) ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้ว่าอารมณ์เกิดการกระตุ้น ในเชิงสุนทรีย์อย่างที่ไม่ได้เป็นมาหลายปี
ผมรู้สึกเหมือนว่าเพลงคลาสสิกเป็นวิธีการฝึกจิตแบบหนึ่ง ให้ได้ยินเสียงดนตรีในธรรมชาติ เวลาเดินไปในทุ่งหญ้าหรือแม้แต่เสียงแตรรถ จิตใจก็จะแปลเป็นเสียงดนตรีโลดเล่นอย่างสุนทรีย์ ในทุกขณะจิต ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์ที่มีสุขได้ตลอดเวลา
จาก CD สู่ MP4 RIPPING TECHNIQUE
สิ่งแรกๆที่ผมทำก็คือการกลับไปนั่ง Rip แผ่น CD เพลง Classic ของพ่อและแม่เกือบร้อยแผ่น ให้กลายเป็น .aac (MP4) แล้วก็พบว่า bit rate ที่ตั้งไว้เวลา iTune import CD มาเป็น .aac นั้นคือ 128k ซึ่งเป็นคุณภาพที่ไม่ค่อยดีนัก เวลาฟังละเอียดๆจะเห็นว่าเสียงหายไปเยอะ และมีเสียงรบกวนมาก ในที่สุดก็เลยต้อง rip ใหม่หมดบ้านอีกครั้งที่ 198k ซึ่งคุณภาพใช้ได้ เสียเวลาทำใหม่หมดเกือบสองวันสองคืนเต็มๆ แต่ก็ได้เพลงคลาสสิกรวบกันเกือบพันห้าร้อยเพลง จากยุคต้นคริสเตียนราวเกือบสองพันปีที่แล้วมาจนถึงเพลงคลาสสิคยุคศตวรรษที่ 20 เช่น Stravinsky หรือ Geshwin
จากนั้นผมก็เริ่มตั้งใจจัดโปรแกรมฟังเพลง ของตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่เพลงที่เก่าที่สุดมาใหม่สุด แต่พบว่าแม้จนถึงผมก็ยังวนเวียนกับยุคโรแมนติกอยู่เลย แต่ก็สลับฟังต่างยุคบ้าง
เรียนรู้เรื่องราวเพื่อเข้าถึงโลกแห่งสุนทรีย์
การฟังเพลงคลาสสิคนั้น ต้องเข้าใจว่าเพลงนั้นๆมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็จะสามารถเข้าใจว่าตนแต่งคิดอะไร ซึ่งทำให้เราเข้าถึงสุนทรีย์ของเพลงนั้นๆได้มากขึ้น ผมเลยหยิบหนังสือที่เคยซื้อมาช่วง ม. ต้นที่ชื่อว่า 'ดนตรีเพื่อชีวิต' ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีที่สุดภาษาไทยเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติของนักแต่งเพลงคลาสสิกหลากหลายยุคสมัย ผมมาอ่านหนังสือเล่มนี้ใหม่หมดอีกรอบ ทำให้ได้อารมรณ์มากขึ้น

เช่นเวลาได้ยินเพลงของ Vivaldi ก็จะนึกถึงพระหัวแดง คาซาโนว่าประจำเมือง Venice ที่แต่งเพลงโลด แล่นสนุกสนาน เปรียบเหมือน Rock-star เลยทีเดียว (เช่น Recorder Concerto ที่มีความเป็น rock มากๆ)
หรือการที่นักแต่งเพลงบางคนที่โดนหักอก เรื่องความรักในช่วงแรกๆ ก็จินตนาการเป็นตุเป็นตะ เช่น Berlioz ซึ่งแต่ง Symphony Fantastique ที่กล่าวถึงจินตนาการของเขาว่าเมื่อโดนผู้หญิงหักอก แล้วก็เลยไปฆ่าสาวนั้นซะ เลยต้องเดินไปโดนประหาร แล้วดิ่งสู่นรกและเจอเธอคนนั้น จนสุดท้ายร่วมกันปลดปล่อยวิญญาณได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งเพลงของเขาทำให้ผมเห็นฉากเหล่านี้ได้อย่างมหัศจรรย์
ผมแนะนำหนังสือเล่มนี้มากๆ สำหรับทุกท่านที่อยากเริ่มฟังเพลงให้ได้รสชาติมากขึ้น นอกจากนั้นก็มี The Rough Guide to Classical Music ที่ค่อนข้างดี ไม่อย่างนั้นก็ wikipedia นี้ละครับ มีหมดเลยอยากรู้อะไรก็มักจะได้รู้ จริงๆหนังสือมักจะอยู่ที่ร้าน Kinokuniya หรือไม่ก็ร้าน Amadeus ที่เซ็นทรัล world ซึ่งผมได้หนังสือแปลกๆเช่น Beethoven's 9 symphonies ซึ่งกล่าวถึงประวัติและข้อมูลเกี่ยวกับเพลงซิมโฟนีทั้งเก้า ของบีโธเว่น. (อ่านเรื่องเกี่ยว Symphony หมายเลข 9 และ ภาพยนต์เรื่อง copying beethoven ได้ที่นี่)
เรื่องราวของเพลงคลาสสิกก็ยังพบได้จาก DVD จำนวนมากที่เป็นกึ่งสารคดี เช่น Beethoven's Eroica แสดงโดย Ian Hart, Schubert's Trout, The Art of Conducting, The Art of Piano, Shostakovich's War Against Stalin, Elgar's Enigma, The Mastero Series, Etc...
ในบรรดาหนังสารคดีเกี่ยวกับ เพลงคลาสสิกนั้น ผมรู้สึกว่า Bernstein's Young People Concert จะดีที่สุด เป็นรายการทีวี ซึ่งอัดการแสดงสดเพื่อเยาวชน โดยมี Leonard Bernstein (คนแต่ง west-side story) มาเล่าเรื่องราวความรู ประวัติ และ conduct วง New York Symphony Orchestra ซึ่งมีมาตั้งแต่ช่วงราวปีห้าศูนย์ถึงปลายหกศูนย์ ซึ่งจะเล่าวิธีฟังเพลงคลาสสิก แนะนำนักแต่งเพลง วิธีเรียนรู้รูปแบบดนตรีแบบ symphony ฯลฯ ซึ่งรายการนี้ทำให้เยาวชนยุคนั้น กลายเป็นนักฟังเพลงคลาสสิกกันอย่างมากมาย ผมเองก็มีแรงบรรดาลใจที่จะเขียน blog เกี่ยวกับเพลงคลาสสิกเพราะรายการนี้ และเชื่อว่าคงจะช่วยให้เด็กหรือผู้ใหญ่บางคน อยากฟังเพลงคลาสสิกและได้รับสุนทรีย์มากขึ้น ไม่มากก็น้อย
นอกจากหนังสารคดี ภาพยนต์อิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเพลงคลาสสิก ก็อาจจะช่วยสร้างแรงบรรดาลใจดีๆได้ เช่น Immortal Beloved เกี่ยวกับ Beethoven เห็นล่าสุดที่ห้องสมุด TCDC , Amadeus เกี่ยวกับ Mozart หาซื้อได้ทั่วไป, Shine เกี่ยวกับเพลงของ Rachmaninov, Copying Beethoven
ลำโพงและหูฟัง
จากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกอยากฟังเพลงคลาสสิกดีๆที่บ้าน โดยไม่ต้องมีหูฟัง หลังจากศึกษาอยู่นาน ตอนแรกเกือบจะซื้อ Herman Kardon รุ่นแมงกระพรุนใสๆ แต่ก็มาลงตัวที่ Altec Lancing FX6021 ซึ่งเสียงดีกว่าในราคาที่ไม่ต่างกันมาก เสียงเป็นแบบ flat EQ เหมือนเสียงตามธรรมชาติ ข้อดีอีกข้อคือ Bass มันไม่เวอร์เหมือนรุ่นอื่นๆ เพราะเพลงคลาสสิกฟังเบสบวมๆแล้วจะไม่เพราะเลย เพราะจะไม่ได้ความคมของ Cello และ Double Bass ไม่เป็นธรรมชาติ ตอนแรกเกือบจะซื้อ Apple Hifi หรือพวกลำโพลงทำสำหรับ ipod โดยเฉพาะแล้ว แต่ในที่สุดก็พบว่านอกจากคุณภาพจะเทียบไม่ได้ กับลำโพงธรรมดาแล้ว ราคายังแพงกว่าหลายเท่าโดยไม่มีความจำเป็นอีกด้วย นอกจากพวกที่อยาก Charge ไฟ ipod ไปด้วย ซึ่งก็เว่อร์ไปนิด
กิเลสอีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกคุ้มที่ได้ซื้อมาก็คือ หูฟัง Etymotics ซึ่งเก็บเงินซื้ออยู่พักหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าหูฟัง ipod ที่แถมมากับเครื่องนั้นห่วยมาก ยิ่งฟังเพลงคลาสสิกก็ยิ่งจะได้ยินชัดเจน ส่วนหูฟังอื่นๆนั้นก็จะมีปัญหาที่ว่า เวลาฟังตอนเดินทางหรือที่ห้างนั้นจะมีเสียงรบกวนมาก ซึ่งก็จะทำให้เราต้องเปิดเพลงดังขึ้นเพื่อจะให้ได้ยิน ซึ่งเวลาที่เสียงดังมากๆการเปิดเพลงเต็ม max ก็ย่อมจะไม่ดีกับหูแน่ๆ
ผมเลยเริ่มหาหูฟังที่เรียกว่า In-ear headphone ซึ่งเสียบลึกเข้าไปในหู โดยจะทำหน้าที่กันเสียง ภายนอกไม่ให้เข้ามาที่หูมากนัก ส่วนเสียงดนตรี จะส่งไปใกล้แก้วหูโดยตรง ซึ่งฟังแล้วหน้ากลัว แต่จริงๆแล้วปลอดภัยกว่าหูฟังปกติ เยอะมาก เพราะจริงๆแล้ว in-ear พัฒนามาจากเครื่องช่วยฟังของคนหูมีปัญหา และ in-ear ช่วยให้เมื่อใส่แล้วไม่ได้ยินเสียงรบกวน จึงไม่ต้องเปิดเสียงดัง และได้ยินเสียงรายละเอียดชัดมากๆๆๆๆ ทำให้อารมณ์สุนทรีย์นั้นโลดแล่นอย่างไร้ขีดจำกัด ผมยังจำตอนที่ลองหูฟัง in-ear etymonics ครั้งแรกได้ ผมเปิด Rachmaninov Piano Concerto no. 1 และ Beethoven's Eroica ซึ่งผมฟังอยู่ประจำ แต่เมื่อฟังผ่านหูนี้ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ใน concert hall โดยมีเพลงที่เสียง surround ได้ยินวง orchestra ทั้งวงเล่นอยู่รอบตัว เป็น stereo ชัดเจนมากๆ เปียโนที่อยู่ข้างขวา สอดรับกับ violin ที่อยู่กลุ่มซ้ายได้อย่างสมดุลได้อารมณ์มาก
ผมเลยรู้สึกว่าหูฟัง Etymotics นี้เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดอันหนึ่งของผม ปัญหาเดียวก็คือเวลาจะเดินข้ามถนน ต้องถอดออกอย่างเด็ดขาดไม่งั้นอาจโดนรถชนได้ แต่ที่ดีจริงๆคือผมพบว่าผมเปิดเสียงต่ำกว่าเดิม ที่ใช้หูฟังปกติถึงราวครึ่งหนึ่งทีเดียว นอกจากยี่ห้อ Etymonics ก็ยังมียี่ห้ออื่นๆอีกเยอะเช่น Shure แต่ยี่ห้อนี้ไม่ค่อยเหมาะกับฟังเพลง Classic เท่าไหร่เพราะ bass หนามาก ในขณะที่ความคมไม่ค่อยได้ และ EQ ไม่ flat เท่า Etymonics ซึ่งทำให้ Shure เหมาะกับเพลงประเภทอื่นๆเช่น Hiphop pop rock
ที่ซื้อที่ขายแผ่น Classic
สถานที่ซึ่งพอจะหาซื้อเพลงคลาสสิก ที่มีตัวเลือกเยอะๆหน่อยก็มีอยู่หลายที่ แต่ที่ผมมักจะไปหาซื้อก็คือเซ็นทรัลลาดพร้าว และ central world ซึ่ง B2S มี Classical collection อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ดันจัดตามบริษัทผู้ผลิต CD แทนที่จะเป็นชื่อนักแต่งเพลง ทำให้หายากบ้าง ส่วนที่ดีมากๆก็คือร้านในเครือ gramophone (ของไทย) ซึ่งมีร้าน Classik ที่เอ็มโพเรียมแต่ไม่ค่อยมีแผ่นขายแล้วช่วงนี้ ทีมีแผ่นจริงๆอยู่ที่ร้าน Gramophone ที่ paragon ชั้นเดียวกับรถไฮโซทั้งหลาย นอกจากนั้นก็ยังมีแนะนำอีกที่ซึ่งราคาถูกมากๆ เพราะเป็นแผ่นแท้ของจีน คุณภาพดีพอๆกับแผ่นฝรั่งแต่เป็นภาษาจีนหมด ถูกกว่ากัน 3-4 เท่า ร้านที่ว่านี้คือ The Conductor ที่ชั้น 4 ฟอร์จูน สุดยอดจริงๆร้านนี้
แผ่นใน series "THE VERY BEST OF (composer)" ของ Naxos คุ้มมากๆสำหรับคนเริ่มต้นฟัง เพราะมีถึงสองแผ่นต่อหนึ่งชุดในราคามิตรภาพ
หวังว่าคงได้ไอเดีย ในการฟังเพลงคลาสสิกให้ได้อารมณ์มากขึ้นนะครับ ผมเชื่อว่าโลกวิเศษแห่งสุนทรีย์ ที่เกิดจากเพลงคลาสสิกนั้นมหัศจรรย์มาก สำหรับทุกคนที่ตั้งใจเข้าไปค้นหา
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « ฟัง beethoven แล้วร้องให้ทั้งโรง...
- ใหม่กว่า » จะเลือกซื้อแผ่นเพลงคลาสสิกอย่างไร?
ความเห็น
เมื่อก่อนฟังแต่เพลงไทย /เพลงสากล แนว Pop-Rock-R&B เวลามีคนเปิดเพลงคลาสสิค มันเข้าไม่ถึงจริงๆ ฟังแล้วรู้สึกอึดอัด รู้สึกว่าเพลงมันหนักหน่วงมาก มากกว่าเพลงร็อคซะอีก ถึงขั้นฟังแล้วเหนื่อย!
ตอนนี้ เลิกฟังเพลงไทย เพลงสากล ไปแล้ว เบื่อ ฟังกี่เพลงกี่เพลง มันไม่จับใจ ไม่เลยจริงๆ รู้สึกว่ายิ่งนานวัน คุณภาพการแต่งเพลง"ไทย" มันแย่ลง แย่ลง เอาง่าย เอาขาย เป็นตัวตั้ง เอาความเซ็ก ความเท่ เป็นตัวเสริม "คุณภาพ" อยู่ไหน? (คงมีอยู่บ้าง บางราย แต่หายากเหลือเกิน) ไม่รู้สึกว่าเพลงไทยมันเพราะอีกต่อไป อยู่ดีๆ ก็เบื่อขึ้นมาซะงั้น
หันมาฟัง Jazz แล้ว ลามมา Classic เหมือนพบโลกใหม่ พบว่า การฟังเพลง ทำให้มีความสุข ทำให้สบายใจ ก่อให้เกิดจินตนาการ บางเพลงถึงกับทำให้ปลื้มจนน้ำตาไหล มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ มาถึงตอนนี้ พบว่า
ดนตรี ชีวิต ศิลปะ ความรัก ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การทำอาหาร ฯลฯ ทุกอย่าง... มันคือเรื่องเดียวกัน
ส่วนใหญ่ผมจะฟังเพลงตามอารมณ์ในขณะนั้น
เช่น เวลาอยากคึกคัก ก็จะฟังพวก Hip-hop หรือไม่ก็พังค์ร๊อกไปเลย
หรือเวลาเหนื่อยๆ ก็จะฟังแนว Jazz หรือไม่ก็ Classic เป็นต้น เพราะให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายดี
ป.ล. หวังว่าสภาพแวดล้อม Classic จะทำให้ผมได้สัมผัสความเป็น Classic ได้มากกว่าตอนนี้....
ปกติผมจะซื้อที่แถวคลองถมตอนกลางคืนตรงแถว ๆ ร.พ.กลางมีอยู่ร้านนึงแผ่นแนวนี้เยอะมากทั้งร้านเลยครับมีทั้ง ซีดี แล้วก็บันทึกแสดงสด ราคาไม่แพงด้วยครับ ชอบตรงที่เขามีหูฟังให้ลองหลายเครื่อง แล้วก็ไม่หวงแผ่นลอง ชุดไหนไม่มีแผ่นลองเขาก็แกะให้ลองกันสด ๆ เลยครับ
ปกติผมจะมีลงเพลงไว้ในบล็อค ว่าง ๆ ลองแวะเข้าไปดูนะครับถ้าฟังแล้วชอบจะได้ลองแลกเปลี่ยนกัน
http://oldmustang.exteen.com/
หนังสือไทยชื่อดนตรีแห่งชีวิตมีขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ
ไม่งั้นก็ไปที่ร้าน grammophone ที่สยามพารากอน ก็จะมีหนังสือพื้นฐานเกี่ยวกับเพลงคลาสสิกขายบ้างครับ
จริงๆแพร่พิทยาก็มีครับ






ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้