ขอเชิญทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือออนไลน์ "จิตอาสาเครือข่ายสมาชิกเว็บไซต์ Learners.in.th"
"blog/basicdev.js" -- ไม่พบบล็อกหรือแพลนเน็ตที่ใช้ลิงก์ที่อยู่นี้
อ่าน: 1446
ความเห็น: 5

สิทธิมนุษยชน---->> สิทธิสตรีในการทำแท้ง

ข้อจำกัดของมิติทางกฎหมายปัจจุบัน จะนำไปสู่การมีกฎหมายใหม่ที่สอดคล้องกับปัญหาและวัฒนธรรมของเรา

       เรื่องของการทำแท้งถูกกฏหมาย เป็นเรื่องที่เมื่อใดที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูด ก็จะมีกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยจะมองในเรื่องของปัญหาสังคมเช่น ผู้หญิงต้องเสี่ยงตายและเป็นหนี้ คลีนิคทำแท้งผิดกฎหมายที่มีมากมาย แม่เอาเด็กไปทิ้งในถังขยะ การแก้ไขกฎหมายการทำแท้งจึงเป็นทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้
           ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย จะมองในเรื่องของศีลธรรม วัฒนธรรม และศาสนา กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการทำแท้งเป็นการทำลายชีวิต เด็กในครรภ์มีค่าความเป็นคนเท่ากับผู้ที่มีชีวิตอยู่ การทำแท้งถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่หลุดกรอบจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยมาก
      การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขกฎหมายอาญาเรื่องความผิดฐานทำให้แท้งลูก ตามมาตรา ๓๐๑-๓๐๕ ดำเนินมานาน นานเท่า ๆ กับที่ปัญหาของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ดำรงอยู่ตลอดมา จากปี ๒๕๑๗ กระทั่งปัจจุบัน 
การทำแท้งกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายไทย ให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางการเมืองในยุคจักรวรรดินิยม มีการประกาศยกเลิกกฎหมายลักษณะผัวเมีย และบังคับใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ซึ่งรับเอาแนวคิดมาจากกฎหมายเยอรมัน
          ในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูกในมาตรา ๒๖๐-๒๖๔ ห้ามการรีดลูกนับแต่เด็กเริ่มปฏิสนธิ จนถึงก่อนคลอด โดยไม่มีบทยกเว้นโทษในทุกกรณี 
     
การประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ในเดือนมกราคม ๒๕๐๐ ได้มีการปรับปรุงบทบัญญัติ เกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูก และบรรจุไว้ในมาตรา ๓๐๑-๓๐๕ ซึ่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญานี้ ได้ยกเว้นความผิดของการทำแท้งไว้สองกรณี คือ เมื่อมีความจำเป็น เนื่องจากสุขภาพของหญิง และเมื่อครรภ์นั้นเกิดจากการถูกข่มขืน กฎหมายนี้บังคับใช้มาจนปัจจุบัน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น


      การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปรับแก้ ในส่วนที่ว่าด้วยความผิดฐานทำให้แท้ง เริ่มมีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๑ แต่จริงจังและเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อปี ๒๕๒๒ เป็นต้นมา โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำการศึกษา และปรับแก้เพื่อให้กฎหมายทำแท้งทันสมัย สอดคล้องกับสภาพปัญหามากขึ้น

๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ คณะอนุกรรมการแพทยสภาชุดใหม่ มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๕ อีกครั้ง หลังจากกรมอนามัยได้สำรวจสถานการณ์ทำแท้งในประเทศไทย และการแก้ปัญหาในปี ๒๕๔๒ โดยเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล ๗๘๗ แห่ง จากหญิงที่เข้ามารักษา ภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้ง ทั้งที่ทำในโรงพยาบาลของรัฐ และที่ทำแท้งเอง ๔๕,๙๐๐ ราย ผลการสำรวจระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่มาโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อน ๔,๕๘๘ คน ร้อยละ ๖๕.๗ เป็นการทำแท้งจากคลินิก ซึ่งส่วนใหญ่กระทำโดยหมอเถื่อน ร้อยละ ๒๒.๔ ทำแท้งในโรงพยาบาล ที่เหลือร้อยละ ๑๑.๙ ทำแท้งด้วยตัวเอง อายุครรภ์เฉลี่ยที่ทำแท้งประมาณ ๑๓ สัปดาห์
     
ข้อมูลดังกล่าวสวนทางอย่างสิ้นเชิง กับจำนวนคดีอันน้อยนิด เกี่ยวกับความผิดฐานทำแท้ง เพราะในขณะที่มีกฎหมายห้ามการทำแท้ง (นอกจากสองกรณีข้างต้น) กลับมีผู้ป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อน จากการทำแท้งเป็นจำนวนมาก ประเด็นที่ว่ากฎหมายอาญา ๓๐๕ ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงและเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ และหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง 

  การศึกษาผลงานวิจัยทั่วประเทศไทยในหัวข้อการทำแท้ง ซึ่งรวบรวมจากงานวิจัยกว่า ๑๐๐ ฉบับย้อนหลังไปกว่า ๓๐ ปี โดย ผศ. ดร. สุชาดา รัชชุกูล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ผู้หญิงที่ทำแท้งส่วนใหญ่ เป็นหญิงที่สมรสแล้วมากกว่าผู้หญิงโสด และส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ใช้วิธีคุมกำเนิดแต่ล้มเหลว
     
สาเหตุของการทำแท้ง พบว่าผู้หญิงโสดมักทำแท้งด้วยเหตุผลทางสังคม เช่น ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ยังอยู่ในวัยเรียน ยังไม่ได้สมรส เป็นต้น ส่วนกรณีหญิงที่สมรสแล้วมักเป็นเพราะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายชายไม่รับผิดชอบครอบครัว เป็นต้น หลังปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมาพบว่า รากฐานของปัญหาการทำแท้ง เกิดจากปัจจัยทางสังคมเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ และงานวิจัยอีกส่วนหนึ่งชี้ชัดว่า ผู้หญิงที่ตั้งท้องจำนวนหนึ่ง ไม่ต้องการทำแท้งถ้ามีทางเลือกอื่น ๆ 

      ในส่วนของผู้ประกอบการและวิธีการทำแท้ง ในช่วงแรก ๆ พบว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้ให้บริการทำแท้งเป็นหมอเถื่อน และใช้วิธีการทำแท้งที่มักจะนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้หญิงที่ไปทำแท้งต้องพิการ จนกระทั่งถึงเสียชีวิต ปี ๒๕๓๗ มีงานวิจัยว่า ผู้ให้บริการทำแท้งเป็นหมอเถื่อนร้อยละ ๔๕ และมีแพทย์ปริญญา ให้บริการทำแท้งมากขึ้นกว่าเดิม

               ในปัจจุบันหลายประเทศมีการทำแท้งถูกกฏหมาย เช่นประเทศญี่ปุ่น แต่ในประเทศที่มีการทำแท้งถูกกฏหมายก็ยังมีเงื่อนไขว่าด้วยการทำแท้งหลายข้อหรือหลายขั้นตอน ที่สำคัญๆคือใครบ้างเป็นผู้มีคุณสมบัติสามารถเป็นผู้ให้บริการได้ ระยะเวลาของการตั้งครรภ์ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณาว่าทำแท้งได้หรือไม่ และก็ยังมีอีกหลายๆประเทศที่กำลังถกเถียงในเรื่องของการทำแท้งถูกกฎหมายดิฉันเชื่อว่า ข้อจำกัดของมิติทางกฎหมายปัจจุบัน จะนำไปสู่การมีกฎหมายใหม่ที่สอดคล้องกับปัญหาและวัฒนธรรมของเรา

 

อ้างอิงจาก

http://www.sarakadee.com/feature/2001/11/vote.shtml

สร้าง: 20 เมษายน 2552 19:00 แก้ไข: 22 เมษายน 2552 19:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

1.

การพยายามหากฎหมายเพื่อควบคุมเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีคะ

แต่ว่าน่าจะมาจากพื้นฐานของคนที่จะทำแท้งเองด้วยว่าประพฤติตนเช่นไร

การเลี้ยงดูจากครอบครัว การมีจิตสำนึก ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันคะ

2.
Ico32
การะเกด
เมื่อ 10 พฤษภาคม 2552 03:28
#376113 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งค่ะ

แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีข้อยกเว้น ตราบใดที่การ

กระทำนั้นยังยึดมั่นในหลักของความถูกต้อง

3.
Ico32
การะเกด
เมื่อ 10 พฤษภาคม 2552 11:36
#376128 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

ขออณุญาติมีความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องการทำแท้งตามลิงค์นี้นะคะ

http://learners.in.th/blog/luckade/262149

4.
ชัช [IP: 124.121.16.234]
เมื่อ 08 กรกฎาคม 2552 21:35
#404329 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

สนใจเรื่องนี้มานานแล้วคิดว่าผู้หญิงที่มีวุฒิภาวะควรมีสิทธิที่จะเลือกได้

เพราะคิดว่าคงมีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนในโลกนี้หรอกที่จะมั่วจนทำให้ตัวเองท้องและทำแท้งซะจนเป็นกิจ จนทำให้สุขภาพของตนเองนั้นแย่ลงอยู่เรื่อยๆมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดทั้งกายและใจ

5.
aimjija [IP: 118.172.0.49]
เมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 18:25
#416233 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]

แล้วคนที่สั่งหั้ยไปทำจะติดคุกกี่ ปี แล้วคนทำล่ะคะจะต้องติดด้วยไหม โดยที่เราไม่ยินยอมแต่เขาขู่บังคับเรา เราเลยต้องยอม

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.191.104
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
รหัสสุ่ม:
   
  ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ
   

กฏ กติกา การแสดงความคิดเห็น

 1. กรุณางดการใช้ข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และสื่อมัลติมีเดียใดๆ ที่ไม่สุภาพ คำหยาบ ส่อเสียด กล่าวร้าย ดูหมิ่น พาดพิงทำให้ผู้อื่นเสียหาย และทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม และกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ควรแสดงความคิดเห็นอย่างให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเอง เนื่องจากความคิดเห็นดังกล่าวจะเผยแพร่ต่อสาธารณะชน

3. กรุณางดการคัดลอกความคิดเห็น หรือข้อความจากแหล่งข้อมูลใดๆ มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

4. ควรแจ้งแหล่งอ้างอิงข้อมูลอย่างชัดเจน เมื่อมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ในการแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นการแสดงเจตนาถึงการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น

5. ความคิดเห็นที่แสดงในบันทึก ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฏหมายของผู้แสดงความคิดเห็น

6. เว็บไซต์ Learners ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่ขัดต่อกฏ กติกาข้างต้น และขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการของเว็บไซต์โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นดังกล่าว