ถึงเวลาส่งมอบความรักผ่านหนังสือ
"71816" -- Cannot find a post with the ID.
อ่าน: 6592
ความเห็น: 48

ภิกษุสันดานกา : หมิ่นศาสนาหรือว่าสื่อสะท้อนความจริง

ช่วงสองสามวันมานี้ ได้ข่าวเกี่ยวกับภาพศิลป์แนวเสียดสีสังคมที่ค่อนข้างครึกโครม ภาพที่ว่านั้นคือ ภาพ ภิกษุสันดานกา ค่ะ ภาพนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรม จากการประกวดผลงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ประจำปี 2550 และขณะนี้ จัดแสดงอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อนบ้านของธรรมศาสตร์นี่เอง

ตามข่าว ได้บรรยายภาพไว้เห็นชัดทีเดียว ขอยกมาแล้วกันนะคะ “ ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เอาหัวชนกัน หลับตา มีปากแหลมเหมือนปากของอีกา แสดงกิริยาแย่งด้ายสายสิญจน์และตะกรุดในบาตร สักยันต์รูปกบอยู่ในท่าผสมพันธุ์ ส่วนร่างกายของพระด้านขวา มีภาพตุ๊กแกอยู่ในท่ากำลังผสมพันธุ์ด้วย ในย่ามพระมีลูกกรอกแสดงถึงความเป็นเพศชายและเพศหญิง โดยผู้หญิงกำลังทำท่าผสมพันธุ์อยู่

ผลจากการแสดงภาพเขียนนี้ สร้างความขัดแย้งและข้อกังขาเป็นประเด็นในสังคมขึ้นมาทันทีว่า เป็นการดูหมิ่นสถาบันสงฆ์ ในช่วงหนึ่งของข่าวกล่าวด้วยว่า ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วภิกษุสันดานกานั้น มีจริงๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการมีเพศสัมพันธ์ขนาดนี้ เป็นการทำให้ภาพนี้มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นการดูหมิ่นและเหยียดหยามพระสงฆ์ไทยโดยภาพรวม สื่อให้เห็นว่า พระสงฆ์มีพฤติกรรมเป็นเหมือนในภาพ สอนสังคมเกิดความลุ่มหลงต่อไสยศาสตร์แบบหลับหูหลับตาโดยไม่ใช้ปัญญา เป็นภาพไม่สร้างสรรค์
 

ขวัญเคยเห็นภาพนี้บนโปสเตอร์ของงานนิทรรศการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 นะคะ จำได้ว่าแอบไปนั่งพักหลบร้อนตอนงานรับปริญญาของธรรมศาสตร์ ( หุหุหุ หลบร้อนซะคนละมหาวิทยาลัยเลย แหม เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ขวัญกับเพื่อนเห็นแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันหมิ่นศาสนาเลยสักนิด เพื่อนของขวัญคนที่ว่าก็เรียนธรรมะได้อืม ไม่รู้ว่าเรียกเปรียญอย่างที่ภิกษุท่านได้รับหรือเปล่านะคะ แต่ความรู้ด้านศาสนาของเขาก็อยู่ในระดับหนึ่ง เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ขวัญกับเพื่อนยังคุยกันอยู่เลยว่า เออ เข้าท่า มันมองเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันดีนะ

เพราะในปัจจุบันนี้ มีพวกเหลือบศาสนาอาศัยความศรัทธาของชาวบ้านหากินอยู่ตั้งเยอะ

 

ทั้งพวกที่บวชตัวเองแล้วห่มผ้าเหลืองตอนกลางวันพอตกเย็นก็กลับบ้านในใส่เสื้อยืดตามปกติ อยู่กันเป็นหมู่บ้านเลยทีเดียว

 

พวกที่เป็นถึงเจ้าคณะ เจ้าอาวาสไปเปิดห้องโรงแรมจู๋จ๋ดู๋ดี๋กะสีกา เราก็เห็นตามข่าวบ่อยจะตาย

 

ล่าสุด โดนจับสึกแล้วไปเล่นหนังญี่ปุ่นท่าจะรุ่ง พวกที่อ้างตนรักษาสารพัดโรคได้ด้วยการให้สีกาเปลือยอก ราดเหล้าแล้วลูบมีดจากบนลงล่าง

ตอนที่เห็นภาพนั้น ไม่ได้คิดถึงพระภิกษุในแง่ร้ายเลย แต่มันทำให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าเหลืองจอมปลอมที่มีคนชั่วเอามาใช้หากินมากกว่า คนเราต้องมองให้ลึกไม่ใช่เหรอคะ

งานศิลป์พวกนี้ ไม่ใช่ Abstract ก็จริงแต่การดูภาพศิลป์ก็ควรจะดูอย่างพิจารณา ไม่ใช่เห็นผาดๆแล้วผ่านไป ( ลองนึกถึงภาพโมนาลิซ่าสิคะ ทุกวันนี้ ภาพผู้หญิงนั่งยิ้มธรรมดา ยังทำให้คนเถียงกันไม่หยุดเลยว่า เจ๊แกยิ้มเพราะอะไร เจ๊เป็นใคร ใช่ ดาวินชิภาคผู้หญิงหรือไม่ ... อู๊ยยย มากมาย)

ด้าน นายอนุพงษ์ จันทร ศิลปินเจ้าของผลงานวัย 27 ปี กล่าวว่า ผลงานดังกล่าว เป็นการนำเสนออีกมุมหนึ่งของสังคม เป็นธรรมดาที่จะมีทั้งคนที่ชอบ ไม่ชอบ เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ยืนยันว่านับถือศาสนาพุทธ เจตนาการสร้างงาน จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีเจตนาทำลายศาสนา แต่เป็นการกระตุ้นเรื่องบาปบุญคุณโทษ โดยเอาสิ่งที่เกิดในสังคมจริงๆ มานำเสนอ เนื้อหาอาจจะแรงกระทบใจจากคนกลุ่มหนึ่ง เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกไม่ดี แต่ถ้ามองที่เจตนา จะเป็นตัวบอกจุดมุ่งหมายว่าทำไมศิลปินถึงสร้างงานแนวนี้ เป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นวิกฤติศรัทธา ความเชื่อมั่นในพระสงฆ์ปัจจุบัน มีมากน้อยขนาดไหน มีคนเคยเขียนถึงตรงนี้ พูดถึงตรงนี้ไว้มากมาย มีพระเขียนถึงพระเองก็มี รัชกาลที่ 6 ท่านเคยพระราชนิพนธ์ลงในเทศนาเสือป่า เกี่ยวกับปัญหาของพระสงฆ์เอาไว้ด้วยซ้ำ ในหลายๆ ที่ ก็เคยนำเสนอว่า พวกนอกรีต อาศัยศาสนาหากินนั้นมีบัญญติลงโทษเกี่ยวกับบาปกรรมอย่างไร ( เนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก) 

 

บทความก่อนหน้านี้

ไม่ใส่กางเกงในใต้กระโปรง

กลับมา...มาจากตระเวนกิน

"ที่หมาย" กะ "ที่ตาย" ไม่เหมือนกันนะคะ

จะเป็นนักเขียนอ้ะ...จาเป๊นนนนนนนน!!!  

 

หมวดหมู่: ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: พ. 03 ต.ค. 2550 @ 07:26 แก้ไข: พ. 03 ต.ค. 2550 @ 07:27

ความเห็น

31.
30
ขำ ขำ [IP: 58.97.35.116]
เมื่อ พฤ. 11 ต.ค. 2550 @ 21:32
#153188 [ ลบ ]
ชื่นชมกับผลงานครับ เยี่ยมจริงๆ
32.
P
BJ
เมื่อ ส. 13 ต.ค. 2550 @ 10:50
#153468 [ ลบ ]

Dear Kwan,

Read this:

พระ  - โยมบ้านใหญ่โต สวยมาก  ราคาเท่าใดหรือ?

คน - 5 ล้านกว่าๆ...ครับ...

พระ - โอ้โห  แล้วโยมทำงานอะไรถึงมีเงินซื้อละ

คน - ไม่ได้ทำอะไร....บ้านได้ฟรีมาครับ

พระ - โอ้ จริงหรือ?  ทำไงบอกได้ปล่าว?

คน - ได้ ... ผมเกิดมาตัวเปล่า ทุกอย่างในชีวิตเป็นของฟรี ทั้งนั้น...พอตายไปแม้แต่ร่างกายที่เอามาด้วยยังต้องคืนเลย.....ผมกินแค่อิ่มก็สุขสุดๆแล้ว...

พระ - (เงียบ ...และ งง ง ง ง ง ง )

33.
30
พิพัฒน์ [IP: 222.123.4.77]
เมื่อ พ. 17 ต.ค. 2550 @ 10:19
#154140 [ ลบ ]

พระภิกษุสันดานกา กับ หมา-มนุษย์

โดย : พระมหาประยงค์  โฆสการี.

ในกรณีที่มีการประท้วงของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชน ไม่ให้มีการจัดแสดงภาพศิลปะที่ชื่อว่า ภิกษุสันดานกาซึ่งทำให้ชาวพุทธไม่พอใจเนื่องจากเจ้าของภาพไม่มีความเข้าใจในหลักธรรมอย่างแท้จริง ได้นำเอาหลักพุทธพจน์ ปะติดปะต่อระหว่างภาพในหนังสือภาพไตรภูมิพระร่วง  กับกากสูตรในพระไตรปิฎก มากล่าวอ้างเพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับตัวเองหรือกับภาพศิลปะที่ตนเองวาดขึ้นมานั้น หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ภาพที่ว่านี้ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวางจากชาวพุทธไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณรหรือแม้กระทั่งฆราวาสญาติโยมอีกบางกลุ่ม  เพราะกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่มีศรัทธาอย่างมั่นคงในหลักธรรมที่เป็นจริง       หากเรามอง ในแง่ศิลปะ อาจดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องของความงาม ความจริงบางอย่าง ที่สามารถสะท้อนความจริงของสังคมในแง่มุมหนึ่ง(ต้องบอกว่าสะท้อนได้เพียงเสี้ยวส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น) หากแต่ศิลปินดึงสถาบันพระพุทธศาสนามาทั้งสถาบันลงมาเล่น  และที่น่าช้ำใจและเสียใจไม่มีอะไรจะมาแทนที่เทียบเท่าได้ก็คือ  ศิลปินได้นำเอาจีวรพระจริงๆนี่แหละซึ่งได้ชื่อว่าเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์มาใช้เป็นอุปกรณ์รองวาด   ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร  ใช้สมองเน่าๆส่วนไหนมาคิดทำเรื่องสัปดนเช่นนี้ได้  สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ   ซึ่งส่งผลตามความคาดหมายของผู้บรรจงวาดภาพจนได้รับรางวัลเกียรติยศโด่งดังและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่ว ได้รับความชื่นชม ชื่นชอบ และความเห็นชอบจากศิลปินมากหน้าหลายตาที่เราเรียกกันว่าล้วนแล้วแต่จบมาจากนอก (คอก) กันทั้งนั้น  โดยที่ศิลปินคนที่อ้างตนเองว่าเป็นชาวพุทธแบบพันเปอร์เซ็นต์อย่างนายอนุพงษ์  จันทรนั้นไม่เคยรู้ตัว  ไม่สำนึกตัว  และไม่สนใจต่อศรัทธาของผู้คน เรียกว่า มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อสุนทรียศาสตร์ แต่ขาดความรับผิดชอบในทางจริยศาสตร์ คือ สนใจแต่ความงาม แต่ไม่ใส่ใจว่าสมควรหรือไม่ ไม่สนใจว่าความงามที่ตนเองบรรจงรังสรรค์ออกมาอวดสายตาประชาชีนั้นมันเป็นการสร้างสรรค์หรือว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาที่ตนเองพูดนักพูดหนาว่าเป็นชาวพุทธสนใจเรื่องพุทธมาตั้งแต่แบเบาะดังที่ให้สัมภาษณ์ไปในหลายๆครั้งนั้นกันแน่ ! ……                นายอนุพงษ์  พยายามเอาเรื่องราวหรือภาพเขียนที่มีปรากฏอยู่ในหนังสือภาพไตรภูมิพระร่วงที่มีรูปพระที่จีวรลุกไหม้ที่หมายถึงความชั่วหรือความไม่ดีต่างๆที่ทำลงไปนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถหนีพ้นไปได้  แม้แต่พระภิกษุนักบวชต่างๆก็เช่นเดียวกัน  ซึ่งว่าโดยความหมายก็คือเรื่องของกรรม ความดี ความชั่วที่ไม่ว่าใครทำก็ต้องได้รับผลของกรรมอยู่แล้ว  เป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว  ไม่มีเว้นไม่ว่าพระ  หรือฆราวาสญาติโยม เป็นภาพที่ศิลปินรุ่นบรรพชนได้เขียนไว้ในหนังสือภาพไตรภูมิพระร่วงกับเรื่องของกากสูตรในพระไตรปิฎกมาผสมผสานให้เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   กากสูตรพูดถึงเรื่องของธรรมชาติของกา ๑๐ ประการเปรียบเทียบกับภิกษุที่ไม่สำรวมอินทรีย์  ไม่เหมาะแก่การกราบไหว้ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนภิกษุ  ไม่ใช่ว่าจะใช้เป็นมาตรฐานหรือเป็นตำราในการดูพระอย่างที่ศิลปินให้สัมภาษณ์ไปนั้นไม่   เพราะเราไม่สามารถที่จะให้คำนิยามหรือตราหน้าใครต่อใครว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนั้นได้โดยแค่เพียงการสังเกตสังกาด้วยนัยน์ตาเพียงอย่างเดียว  คนที่ดูมีภูมิฐานน่าเคารพกราบไหว้เบื้องหลังก็ไม่ดีก็มากมาย  คนที่ทำอะไรเซอะๆ เก้ๆกังๆ  งุ่นง่านไม่เข้าท่า  แต่ก็เป็นคนดีก็มีถมไป  เคยดูบ้างไหม   รายการ คนค้นคน  น่ะ   ตัวอย่างก็มีให้ดูถมไป   ทำไมต้องเอามาเป็นเครื่องชี้วัดขนาดนั้น      ตัวอย่างที่สำคัญที่ชาวพุทธควรรู้  เช่น  มีครั้งหนึ่งสารีบุตร  ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ต้องเดินทางผ่านร่องน้ำขนาดเล็ก  พระสาวกรูปอื่นก็ด้วยความสำรวมท่านเหล่านั้นก็พากันลงลุยเดินผ่านไป  แต่ท่านพระสารีบุตรกลับกระโดดข้ามไปเสียอย่างนั้น  พระภิกษุสงฆ์ปุถุชนทั้งหลายก็พากันโจษจันกันไปทั่วว่า  พระสารีบุตรเป็นถึงพระอัครสาวกเบื้องขวา  กลับทำตนไม่สำรวม  ไม่เหมาะกับฐานะของตน  พระพุทธองค์ก็ยังตรัสว่า นั่นเป็นวาสนาของพระสารีบุตรที่ยังตัดไม่ขาด  เพราะเธอเคยเกิดเป็นลิงมานับชาติไม่ถ้วน  ด้วยความเสพจนคุ้น  เธอจึงไม่อาจละวาสนาอันนี้ไปได้   นี้ขนาดพระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์ก็ยังมีความคะนองด้วยอำนาจแห่งวาสนาเก่าของตน   เพราะฉะนั้นมันวัดกันไม่ได้เลยสำหรับตำราดูพระฉบับนี้อะน่ะ...                ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะคัดค้านพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในกากสูตร  หากแต่พยายามที่จะอธิบายให้เข้าใจตรงกันว่า  พระพุทธองค์ตรัสกากสูตรไว้ก็เพื่อตรัสสอนพระสาวกของพระองค์  และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายแม้แต่ตัวผู้เขียนบทความนี้เองก็ยอมรับ   แต่เนื้อความในกากสูตรไม่ได้กล่าวถึงการเสพสังวาส   คุณไสยน์  หรือของขลังอย่างที่ศิลปิน(ชอบ)วาด ออกมาซึ่งแสดงให้เห็นทัศนะของศิลปินว่าได้ทำการเหยียบหยามและดูหมิ่นสถาบันพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะพระสงฆ์สักเพียงใด   โดยศิลปินพยายามสื่อให้สังคมรับรู้ว่าในสังคมนั้น  พระก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ  มีผีเปรต ผีห่าซาตานอะไรต่างๆนาๆที่มันสิงอยู่เหมือนกัน   แต่ศิลปินกลับสื่อออกมาอย่างไม่ฉลาดสมกับรางวี่รางวัลที่ได้รับไป  เพราะศิลปินนำเอาจีวรพระมาเป็นสื่อสำคัญในการละเลงอารมณ์ที่แคบๆ ต่ำๆของตนเองออกมาให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาได้ดู  เป็นการเอาพระพุทธศาสนามากางออกแล้วใช้พู่กันและสีบวกกับความคิดที่ไม่อยากจะเรียกว่าสร้างสรรค์นั้นป้ายเปรอะให้แปดเปื้อนไปทั้งหมด   ทำให้ใครๆมองพระพุทธศาสนาในแง่ลบไปเลยก็มี  เพราะศิลปินยกเอาพระพุทธศาสนาทั้งหมดมาอธิบายผ่านรูปภาพเพียงรูปเดียว  ไม่ใช่สิ   หลายๆภาพ  โดยเฉพาะภาพที่ศิลปินให้ชื่อว่า หมา-มนุษย์   ถ้าหากว่าศิลปินต้องการสะท้อนให้สังคมมองเห็นในด้านมืดหรือความไม่ดีงามต่างๆของตัวพระสงฆ์บางกลุ่ม หรือบางรูป  ศิลปินก็คงสื่อออกมาในลักษณะอื่น  หรืออย่างอื่น  นี่แสดงให้เห็นความไม่ชาญฉลาดของศิลปิน  แต่นี่อะไร ชอบทำอะไรแบบเหมารวมไปซะหมด เอะอะก็จีวร  , พระ , หมา  , กา ,   องคชาต  ที่มีพระเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพเสมอๆ มิได้ขาดหายตายตกบกพร่องแม้สักครั้งคราวที่นึกวาดกวัดแกว่งอาวุธอยู่ทุกคราครั้ง (สงสัยศิลปินคิดเรื่องอื่นไม่เป็นแล้ว  จึงวนๆหากินอยู่แต่กับเรื่องพระ เพราะดังเร็ว  เหมือนทีวีบางช่องก็ชอบออกเรื่องพระ  และกรรมก็ตามทัน   ไม่แน่นะ  ศิลปินท่านนี้อาจจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันก็ได้ใครจะรู้  มันเป็นเรื่องของอนาคต )                หลายคนมองว่า พระเรานั้นเรื่องมาก  อะไรนิด อะไรหน่อยก็แตะไม่ได้  ถ้าหากว่าศาสนาพุทธมันบอบบางเปราะบางขนาดนั้นก็เลิกนับถือไปเถอะ ไปนับถือศาสนาอื่นดีกว่า  ว่าไปโน่น   นี่ก็คือคำพูดของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธอีกท่านหนึ่งที่มีคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่ง                 ไม่ว่าใครทุกคน  โดยเฉพาะพระเราก็พยายามทำความเข้าใจและคิดเข้าข้างเจ้าของภาพว่าเขาสร้างศิลปะเพื่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่ผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนิกชนซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย เป็นที่ยอมรับกันว่าความจริงมีหลายด้าน หลายมิติ ในขณะที่ศิลปินรุ่นเก่าเลือกที่จะนำเสนอความจริงในเชิงสร้างสรรค์ แต่ภาพภิกษุสันดานกา นำเสนอความจริงในเชิงวิพากย์โต้แย้ง ศิลปินรุ่นเก่าเลือกที่จะนำเสนอความจริงที่ควรจะเป็นซึ่งเป็นอุดมคติ เข้าถึงได้ยาก แต่ภาพภิกษุสันดานกานำเสนอความจริงที่เป็นอยู่ มีอยู่จริง หากแต่เป็นความจริงที่น้อยนิดในสังคมบ้านเรา                นั่นเป็นเรื่องของศิลปะ เป็นเรื่องของความงาม ที่หลายคนแม้กระทั่งศิลปินเองผู้ดื่มด่ำอยู่กับศิลปะ อาการดื่มด่ำของศิลปินเช่นว่านี้ เมื่อดื่มด่ำจนขาดสติ ย่อมทำให้หลง เมื่อหลงมากเข้าก็ยึดมั่นถือมั่น เมื่อยึดมั่นมากเข้าทำให้พาล หาว่าผู้อื่นไม่มีความรู้เรื่องศิลปะไปเลยก็มี โดยที่สุด ก็มองไป ทึกทักไปกับคนที่เขาพยายามจะปกป้องสิ่งที่เขาศรัทธาว่าไม่มีความรู้  ไม่เข้าใจเรื่องศิลปะ  สำคัญว่าตัวเองเป็นหรือคิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน ความเห็นของผู้อื่นผิดไปเสียหมด อย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้อง                ศิลปะนั้น คืออะไร ?  ใครๆก็อาจให้นิยามและความหมายที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันไป  ถ้ากล่าวว่า  ศิลปะคืออะไรก็ได้ที่ศิลปินต้องการนำเสนอและสื่อให้ผู้คนในสังคมได้รู้สึกสะเทือนอารมณ์หรือเข้าใจตามความหมายที่สื่อออกมาให้รู้ตามอารมณ์ขึ้นๆลงๆของศิลปินนั้น  โดยที่มุ่งถึงความเป็นศิลปะ  ความงาม  สุนทรียภาพทางศิลปะอย่างเดียวโดยไม่ได้นึกคำนึงถึงความรับผิดชอบในแง่ของจริยธรรมในสังคมเลยอย่างนั้นหรือที่เราท่านทั้งหลายควรยอมรับ                ถ้าหากเป็นดังนั้นแล้วละก็    ศิลปินสามารถที่วาดภาพอะไรก็ได้  ไม่ว่าจะเป็นภาพนู้ด  ภาพโป๊เปลือย  ภาพเสพสังวาส  หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยอ้างว่าเป็นความงาม  เป็นศิลปะชั้นสูงหรือใช้เพียงคำคำเดียวว่า มันเป็นศิลปะ  ทุกอย่างก็จบ  อย่างนั้นหรือ?   แล้วความรับผิดชอบต่อสังคม  ผลกระทบต่อสังคมล่ะใครจะรับผิดชอบ?                   ศิลปินมักอ้างข้างๆคูๆว่า มันเป็นศิลปะ   จริงอยู่   อะไรๆก็เป็นศิลปะไปเสียหมด  แต่ขอบเขต ในการนำเสนอหรือจรรยาบรรณของศิลปินมีที่สิ้นสุดไหม  หรือว่าคิดจะนำเสนออะไรก็ได้   ไม่สนใจว่าจะกระทบกระเทือนใคร   ถ้าหากว่าขอบเขตหรือจรรยาบรรณของศิลปินไม่มี   ถ้าอย่างนั้นใครจะวาดรูปลามกจกกะเปรตอะไรก็ได้  แล้วเอามานำเสนอตีพิมพ์เผยแพร่สู่สายตาของเด็กเยาวชนคนทั่วไป   ตามป้ายโฆษณาใหญ่ๆ  ตามทีวีช่องต่างๆ อย่างโจ๋งครึ่ม  ก็น่าจะทำได้ อย่างงั้นซิ ?  มันต้องมีขอบเขตของการนำเสนอ  ไม่ใช่ว่าใครจะทำอะไรก็ได้อย่างนี้                บางท่านหาว่า  พระไม่รู้ศิลปะ   พระทำไมต้องออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา แทนที่ศาสนาจะปกป้องคน   หาว่าศิลปินวาดภาพแทงใจดำพระ  หรือกระตุกต่อมโกรธของพระล่ะซิ  พระจึงได้ตะบะแตกอดรนทนอยู่ไม่ได้   อยากถามว่าคนที่ถามคำถามนี้  โง่หรือว่าแกล้งโง่กันแน่   เปรียบเหมือนกับคนที่ถามคำถามนี้มีพ่อมีแม่ผู้บังเกิดเกล้า  วันดีคืนดีมีคนมาวาดรูปพ่อรูปแม่ของผู้ที่ถามคำถามนี้ให้มีหน้าตาเหมือนพ่อเหมือนแม่คนถามคำถามนี้ แต่ตัวเป็นหมูเป็นหมา  ยื้อแย่งแยกเขี้ยวใส่กันอยู่ในท่าเปลือยอะไรทำนองนี้แล้วเอาไปตีพิมพ์ประกาศโฆษณาไปทั่ว  แล้วถามว่าคนที่ถามคำถามนี้จะยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสมีหน้าตาเบิกบานเท่ากระด้งอยู่ได้ไหม?   พระพุทธศาสนาก็เช่นกันเปรียบเสมือนพ่อแม่ของพระสงฆ์องค์เจ้า  เมื่อมีใครมาดูหมิ่นเหยียดหยามและที่สำคัญมันไม่เป็นความจริง  เราก็ต้องปกป้อง  มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอยู่แล้วทำไมต้องอธิบายให้คนโง่ๆอย่างนี้ฟังก็ไม่รู้     หลายท่านอาจแย้งว่า   ศิลปินเขาก็วาดโดยไม่ได้ว่าใครนี่   ใครเดือดร้อนก็แสดงว่าเป็นดังภาพ  พูดอย่างนั้นมันก็ถูก  แต่ว่าถูกไม่หมด   ศิลปะอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคนเรา   เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกเสพศิลปะอะไร  ชิ้นไหนก็ได้ที่เราประสงค์  ถ้าหากว่าศิลปินไร้จรรยาบรรณในการนำเสนออย่างนี้  โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม  ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างนี้   โดยอ้างว่าเป็นศิลปะ  ใครที่คัดค้านต่อต้านงานศิลปะของตนก็กลายเป็นพวกโง่เง่าไม่รู้เรื่องศิลปะไปทั้งหมด  แต่อย่าลืมนะว่า   คน นั่นแหละที่เป็นผู้เสพศิลปะ  ไม่ใช่จะให้หมาให้แมว  ให้เชื้อโรค  วัวควาย หรือภูเขาเหล่ากาที่ไหนมาเสพศิลปะ    ดังนั้นเมื่อรู้ว่าผู้ที่เสพศิลปะนั้นคือ คน   ศิลปินก็ควรระมัดระวังการนำเสนอให้ดีกว่านี้   ที่ผิดไปก็รู้จักขอโทษ    รู้จักมั๊ยคำว่าขอโทษ   มันสะกดยังไง   ทำไมถึงไม่สามารถให้เกิดขึ้นในจิตใจด้านๆแข็งกร้าวของศิลปินท่านนี้ได้เลย    เพราะการที่ศิลปินวาดภาพโดยใช้จีวรเป็นอุปกรณ์สำคัญในการวาด  และได้วาดภาพจีวรของพระลงไปในภาพก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ  เป็นการกระทำที่เกินเลยอย่างมาก   และเป็นการกระทำที่บังอาจไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง   ภาพและชื่อภาพสื่อให้เห็นว่าพระเณรทุกรูปในสังฆมณฑลล้วนแล้วแต่เหมือนในภาพทั้งหมด  เพราะอะไร  เพราะศิลปินไม่ได้ให้เงื่อนไขอะไรไว้ในภาพเลย  การสื่อออกมาในแนวนี้ทำให้เกิดการเหมารวมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  จะแก้ตัวว่า  ผมวาดสะท้อนให้เห็นถึงปีศาจหรือเปรตที่แฝงตัวอยู่กับพระภิกษุบางกลุ่ม  บางรูปก็คงฟังไม่ขึ้น  เพราะภาพของท่านไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น  มันเป็นการเหมารวมเข้าใจมั๊ย   สงสัยศิลปินไม่เคยเรียนตรรกศาสตร์   ว่าประพจน์ไหนเป็นประพจน์ A   , E , I , O  ส่วนมากจะเลือกใช้ประพจน์ A  และ E  คือพวกชอบเหมารวม    ระวังนะวาดไปวาดมาจะกลายเป็นเปรตไปเสียเอง  ในฐานะที่ได้ป้ายสีความมืดดำเปรอะเปื้อนให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมอง  และไม่ต้องกลัวว่าพระสงฆ์องค์เจ้าจะด้อยในเรื่องศิลปะ  ศิลปะอยู่ในวัดก่อนที่จะถูกคัดลอกออกไปดัดแปลงจนหมดค่าราคาคุณอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นี้เสียอีก   เห็นมั๊ย  พอใช้คำว่า พวก   ก็แสดงว่าใช้ประพจน์ A เหมารวมอีกแล้ว  นี่ก็คือตัวอย่างง่ายๆ     การเลือกใช้คำว่า ภิกษุ  นำหน้าคำว่า สันดานกา ของท่านก็เช่นกันเป็นการเหมาโดยใช้ประพจน์ A เช่นเดียวกัน.....                เกิดคำถามตามประสาคนปัญญาอ่อนว่า ทำไมพระต้องปกป้องพระพุทธศาสนา    อยากตอบให้ได้ยินกันดังๆว่า พระไม่ได้มีหน้าที่เพียงศึกษาพระธรรมวินัย  ฉันแล้วก็นอนเอกเขนกอย่างเดียว   ภารกิจหลักของพระนอกจากจะศึกษาหาความรู้ในเรื่องหลักธรรมและนำมาปฏิบัติแล้ว  ภารกิจหรือหน้าที่ที่สำคัญอย่างที่สุดของพระเณร  ก็คือการสืบทอดพระพุทธศาสนา  และกระบวนการในการสืบทอดพระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่มีแค่เพียงการศึกษา ปฏิบัติ  เผยแผ่หลักธรรมอย่างเดียว  หากแต่ยังต้องปกป้องและกำจัดมลทินที่มาทำร้ายทำลายพระพุทธศาสนาให้มัวหมองอีกด้วย                     ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน  มีมารมาทูลขอพระองค์ให้เสด็จปรินิพพาน  พระพุทธองค์ตรัสว่า  ดูก่อนมารผู้มีบาป  ตราบใดที่สาวกของเรายังไม่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของเรา  เราจะยังไม่ปรินิพพานดูก่อนมารผู้มีบาป  ตราบใดที่สาวกของเรายังไม่บรรลุคุณวิเศษ  เราจะยังไม่ปรินิพพานดูก่อนมารผู้มีบาป  ตราบใดที่สาวกของเรายังไม่เข้าใจสามารถแสดงธรรมสั่งสอนผู้อื่นได้  เราจะยังไม่ปรินิพพานดูก่อนมารผู้มีบาป  ตราบใดที่สาวกของเรายังไม่สามารถปรัมปรวาท  คือโต้แย้งทำความเข้าใจ  ชี้แจงความถูกผิด  ควรไม่ควร  ต่อลัทธิศาสนาอื่นได้   เราจะยังไม่ปรินิพพาน                   จึงเห็นได้ว่า  พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสั่งสอนให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์วางอุเบกขา  หรือปลงอย่างไม่รู้อินังขังขอบ   การปลงก็ต้องมีเหตุสมควร  ไม่ใช่อะไรก็ปลงๆไปเรื่อย  ถ้าอย่างนั้นก็ปลงทุกอย่างไม่ต้องสนใจอะไรถูกผิด  ควรไม่ควร ชีวิตพระมันก็ไร้สาระไม่มีประโยชน์จะมีชีวิตอยู่กันไปทำไม  หากว่าอยู่ก็เหมือนตายไปแล้ว  เพราะไม่มีความคิด  ไม่สามารถพูดจาปราศรัยได้  นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคำว่า ปลงที่เข้าใจกันผิดๆ     ไปศึกษาเรื่องการปลงของพระพุทธศาสนาให้เข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อนนะว่ามีขอบข่ายหมายความว่าอย่างไร   นี่แหละหนา เขาว่าพวกฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด  เพราะพระพุทธองค์ทรงเปิดโอกาสไว้สำหรับให้สาวกของพระองค์ได้มีสิทธิ์แสดงความเห็นหรือโต้แย้งได้ถ้าเห็นว่าเขากล่าวหาหรือพาดพิงมาไม่ถูกไม่ต้องได้   จึงจะสามารถสืบทอดพระพุทธศาสนาไว้ได้  ไม่ใช่ว่าใครจะว่า  จะด่า  จะพาดพิงเสียๆหายๆ  อะไรก็ได้  จะให้แต่พระ ปลงๆ  ไปเรื่อย  ไม่คิดจะให้อธิบายอะไรเลย อย่างนี้ก็ออกจะเกินไปหน่อย  ฟังความข้างเดียวนี่อันตรายนะ  ผลสรุปก็คือเชื่อความข้างเดียวนั่นเองจากที่ได้ติดตามข่าวสาร ได้ทราบข้อมูลพอสมควร รายการทีวีรายการหนึ่งขอตั้งชื่อรายการว่า ตาสว่างมา มืดไปรายการนี้ได้เชิญมาแต่ศิลปิน มาช่วยกันพูดสนับสนุนรูปภาพภิกษุสันดานกา (แต่ในขณะนั้นภาพหมา-มนุษย์ยังไม่ปรากฏให้ประชาชีได้เห็น) ยิ่งดูไป ชมไปก็น่าเห็นใจอยู่ เพราะเป็นการนำเสนอฝ่ายเดียว ช่างเป็นการลำเอียงโดยแท้ แถมท้ายรายการโทรศัพท์ขอความคิดเห็นจากพระรูปหนึ่ง พระท่านก็แสดงความคิดเห็นแบบประนีประนอม แต่ไม่เท่าไหร่สายเกิดขัดข้องแถมหมดเวลาเสียอีก มันก็เป็นซะอย่างนี้   แหล่ะ

                ในความเห็นของผู้เขียน สื่อได้แต่ช่วยกันนำเสนอฝ่ายเดียวตลอด เหมือนกับไม่ให้ความสนใจในจริยธรรมเอาเสียเลย เพิ่งจะเห็นว่าสื่อเริ่มแสดงทีท่ากลับลำก็เมื่อภาพที่มีนามว่า หมา-มนุษย์ ปรากฏออกมาให้เห็น เป็นภาพสุนัขห่มจีวรหมอบนอนอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าจีวรที่ชาวพุทธถือกันว่าเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์จะมีคนทำได้ถึงเพียงนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของภาพเป็นศิลปิน ผู้วาดภาพนี้คือนายอนุพงษ์ จันทร คนเดียวกันกับเจ้าของภาพ'ภิกษุสันดานกา' ชาวพุทธเห็นภาพหมา-มนุษย์ที่ว่านี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่ามันเกินเลยไปแล้ว เกินพอที่จะทนไหวกับพฤติกรรมย่ำยีของคนที่บอกว่าตัวเองนับถือพระพุทธศาสนา นับถือศาสนาแบบนักการเมืองก็เคยเห็นมาแล้ว วันนี้เพิ่งได้เห็นการนับถือศาสนาแบบศิลปิน บอกตรงๆคำเดียวว่ารับไม่ได้นี่คือภาพ'หมา-มนุษย์' เป็นภาพสุนัขห่มจีวรหมอบนอนอยู่ ผู้วาดภาพนี้คือนายอนุพงษ์  จันทร คนเดียวกันกับเจ้าของภาพ'ภิกษุสันดานกา'พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 ข้อ 77 หน้า176 กากสูตร ว่าด้วยอสัทธรรมของกา ไม่มีเรื่องเสพสังวาสแม้แต่น้อย มันเป็นภาพที่เกินเลยไปจริงๆ ข้อความในกากสูตร ว่าด้วยอสัทธรรม 10 ประการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม 10 ประการ 10 ประการเป็นไฉน คือ 1.เป็นผู้มักกำจัด                   2.คะนอง               3.ทะเยอทะยาน                   4.กินจุ                    5.หยาบช้า             6.ไม่มีกรุณา                          7.อ่อนแอ               8.มักร้อง                                9.หลงลืมสติ         10.สั่งสม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม 10 ประการนี้แล ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุชั่วก็ประกอบด้วย อสัทธรรม 10 ประการ ฉันนั้นเหมือนกันแล 10 ประการเป็นไฉน คือ 1.เป็นผู้มักกำจัด(หมายถึงกำจัดความดีของผู้อื่นชอบใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น) 2.คะนอง 3.ทะเยอทะยาน(อยากดัง) 4.ฉันจุ 5.หยาบช้า 6.ไม่มีกรุณา 7.อ่อนแอ 8.มักเรียกร้อง 9.หลงลืมสติ 10.สั่งสมดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชั่วประกอบด้วย อสัทธรรม 10 ประการนี้แลฯ                ในกากสูตรนี้ไม่มีเรื่องภิกษุสันดานกา แต่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าพระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่ดี ว่าเหมือนกาเท่านั้น พระองค์ไม่ได้พูดถึงการผสมพันธุ์ของสัตว์ต่างๆ ดังเช่นในภาพของนายอนุพงษ์          พระธีรวิทย์   ฉนฺทวิชโช ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์ พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า                 เมื่อถูกแย้งมาก เข้าเจ้าของภาพมีอาการสะเปะสะปะอย่างเห็นได้ชัด ไม่รับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นยังไม่พอ กลับแก้ตัวแบบด้านๆ ว่าบุคคลในภาพไม่ใช่พระ แต่เป็นเปรต”(ว่าเข้าไปนั่น) ไม่เชื่อก็ย้อนหลังไปดูรายการตาสว่างมา มืดไปนั้นเองเถอะ (ผู้สนใจสามารถดูย้อนหลังได้ที่ http://modernnine.mcot.net/) ไปๆมา ชักจะเป็นเรื่องตลกไปเสียนี่ ในขณะที่เจ้าของภาพบอกว่าบุคคลในภาพเป็นเปรต แต่ชื่อภาพก็ยังเป็นชื่อภิกษุสันดานกาเช่นเดิม เจ้าของภาพกับภาพ ขณะนี้กลับขัดแย้งกันเองเสียเล่า แล้วจะให้ชาวพุทธคิดอย่างไร”                  คำว่า ภิกษุสันดานกาพระพุทธเจ้าไม่เคยพูดเลย ถึงแม้พระองค์จะตรัสไว้  ก็ยังคงเป็นคำที่ยังยอมรับได้ แต่จะให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนา เพียงแค่อ้างพระไตรปิฎกมั่วๆ ตีความมั่วๆ ทำพระสัทธรรมว่าด้วยกากสูตร ให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป อันหมายจะให้เป็นสัทธรรมเทียมไม่เป็นเรื่องจริง ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎกถือเป็นการดูหมิ่นคนที่ร่ำเรียนมา เพราะผู้ที่ร่ำเรียนเรื่องพระไตรปิฎกได้ไม่ได้หมายความว่าผู้ท่องพระไตรปิฎกได้หมด   หรือจำได้บางตอนก็เอาว่าพูดเป็นวรรคเป็นเวร   แต่ต้องเป็นผู้เรียนภาษา   เข้าถึงภาษา  และต้องเรียนอย่างวิเคราะห์วิจัย  เข้าใจไหม   คำว่า วิเคราะห์วิจัยน่ะ ต้องตีความ  ไม่ใช่มั่วๆ    แต่ในกรณีนี้นอกจากจะไม่ตรงประเด็นที่ว่าแล้ว  ยังเอาสิ่งที่สกปรกแปดเปื้อนมาเสริมเติมแต่งอีกต่างหาก  เป็นการดูแคลนชาวพุทธที่ศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าเรายังนิ่งเฉยอยู่ไม่อินังขังขอบ กับก
34.
30
ไม่แสดงตน [IP: 222.123.4.77]
เมื่อ พ. 17 ต.ค. 2550 @ 10:23
#154145 [ ลบ ]

 (ต่อ)

 โดย : พระมหาประยงค์  โฆสการี

              การปกป้องภัยอันร้ายกาจนี้ ไม่ช่วยกันคุ้มภัยพระพุทธศาสนากันอย่างแข็งขันแล้ว ในที่สุดปริยัติอันเป็นพระสัทธรรมแท้จะค่อยๆหมดไป อยากทราบเหลือเกินว่า แม้มีชีวิตอยู่ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม้ตายก็อย่าได้หมายว่าจะนอนตายตาหลับ เพราะฉะนั้น อย่าได้ยินยอมให้พระพุทธศาสนาตกอยู่ภายใต้ปลายพู่กันของศิลปิน(ศิลเปอะ) ที่ไม่รู้เรื่องราวเลย                            ศาสนาไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนปกป้องก็จริงอยู่  ศาสนาต้องปกป้องคนก็จริงอยู่  แต่อย่าลืมว่าศาสนาประกอบไปด้วย ศาสดา   ศาสนธรรม  ศาสนพิธี   ศาสนบุคคล  ศาสนสถาน   ไม่ใช่ว่าเรายึดติดกับภาพวาด  แต่ศาสนาจะดำรงอยู่ได้หากยังมีคนหรือบุคคลนับถืออยู่  และศาสนาจะตายไปได้เช่นเดียวกันถ้าหากปราศจากคนนับถือ   แม้ว่าธรรมะในศาสนานั้นจะดีเลิศประเสริฐศรีสักเพียงใดก็ตามที   ธรรมะที่ดีที่สุดนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าไม่มีคนปฏิบัติตาม  แล้วใครล่ะคือผู้ปฏิบัติและผู้สืบทอดศาสนาหากไม่ใช่ตัวบุคคล  ถ้าขาดศาสนบุคคลเสียแล้ว  ศาสนาจะยังคงเป็นศาสนาอยู่ได้ไหม  คิดดูให้ดี  ถ้าชาวพุทธไม่คิดที่จะปกป้อง  ใครจะปกป้อง   ถ้าชาวพุทธไม่รักกัน  ใครล่ะจะมารัก    ถ้าชาวพุทธคอยทับถมซ้ำเติมกัน  เราจะเอาความภาคภูมิใจที่ไหนมาพูดให้ลูกให้หลานฟัง   ดังนั้นชาวพุทธอย่าได้หลงประเด็น  แต่สำหรับหมา-มนุษย์ผู้ที่นำเอาสิ่งสกปรกมาแปดเปื้อนพระพุทธศาสนาโดยที่มีเจตนาอื่นแอบแฝง  และนำเสนอสิ่งที่วิปริตคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทำให้พระสัทธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นอริยสัจประกอบด้วยความจริงตลอดกาลนั้นต้องมัวหมองด้วยเหตุอันไม่สมควรใดๆก็ดี  ขอให้เขาผู้นั้นจงประสบแต่ความวิปริตคลาดเคลื่อนมัวหมองในทุกโอกาสชาติภพที่เกิดมีลมหายใจสาสมดุจเดียวกันกับที่ได้ทำให้พระสัทธรรมของพระพุทธองค์ให้ได้รับความมัวหมองจงทุกประการเทอญ ฯ......................                                         ทุกสังคมดีชั่วกลั้วกันไป                             ดีหรือไม่อยู่ที่ตนคนหรือหมา                        พุทธศาสน์เขาตีแผ่โฆษณา                                        หมดราคาเปรียบกับกาสุนัขแมว                        โอ้ ! พระสงฆ์องค์เจ้าเขาดูหมิ่น                               มาวาดศิลป์เปรอะเปื้อนให้มัวหมอง                        ตัวเป็นหมากาไก่ครองจีวร                                         มาหมอบนอนให้กามาเกาะตัว                        ปากเป็นกาตามตัวเสพสังวาส                                   สารพัดสัตว์สมสู่คู่ประสงค์                        ปากเป็นหมามือตีนล้วนบรรจง                 พิศวงน่าประหลาดวาดเป็นคน                        ที่ช้ำใจวาดด้วยจีวรพระ                                              ศิลปะจัญไรอะไรนี่                        มึงวาดได้ไม่สนคนอัปรีย์                                           ช่างไม่มีความละอายอ้ายคนพาล                        มึงจะวาดว่าใครก็ช่างเถิด                                           คิดให้เพริศพิสมัยควรใหลหลง                        มึงจะวาดด้วยใจที่ทรนง                                             ให้มึงลงชื่อไปให้ชัดเจน                        อย่ามามั่วเอาจีวรของสูงค่า                                         เปรียบราคาต่ำทรามตามประสงค์                        เอาตรงนี้ปะตรงนั้นปั้นเป็นปม                                มีคนชมเชยค่าราคามึง                        ทุกสังคมมีทั้งคนดีชั่ว                                                  คนมีหัวไว้คิดเรื่องสร้างสรรค์                        คิดเรื่องเลวต่ำทรามสารพัน                                       อย่าแบ่งปันความคิดชั่วแบบมั่วเอา                        มันเป็นเพียงด้านเดียวมุมเล็กเล็ก                              อาจสรรค์เสกโลกทั้งใบให้มัวหมอง                        เหมือนคนดึงเอาเพียงเครือฟักทอง                         ก็มัวหมองสะเทือนทั้งดอกใบ                        หากจะวาดว่าใครให้คิดก่อน                                     เอาจีวรกางวาดปราชญ์ฉงน                        มึงเหมารวมพระทั่วทั้งมณฑล                                   สัปดนเลวทรามดังภาพมึง                        ขออำนวยอวยพรให้ผู้วาด                                          จงประหลาดแปลกตาดังว่านี้                        เกิดชาติหน้าฉันใดให้เกิดมี                                       จงปากนี้เป็นกามาจิกกิน                        หรือไม่ก็ให้ปากเป็นดุจหมา                                      ทั้งหน้าตาส่วนหัวมัวหมองสิ้น                        ให้เกิดเป็นหมูหมาให้ชาชิน                                     จะได้สิ้นสันดานหมากาไก่ควาย............                                                                                                                                                                                                                                                 พระมหาประยงค์   โฆสการี                                                                                                                                    ผู้ประพันธ์
35.
30
ไม่แสดงตน [IP: 222.123.4.77]
เมื่อ พ. 17 ต.ค. 2550 @ 10:28
#154147 [ ลบ ]

NEW  VIEW

By PhramahaPrayong  Kosakari   

    

                                 ทุกสังคมดีชั่วกลั้วกันไป             ดีหรือไม่อยู่ที่ตนคนหรือหมา                        พุทธศาสน์เขาตีแผ่โฆษณา                        หมดราคาเปรียบกับกาสุนัขแมว                        โอ้ ! พระสงฆ์องค์เจ้าเขาดูหมิ่น               มาวาดศิลป์เปรอะเปื้อนให้มัวหมอง                        ตัวเป็นหมากาไก่ครองจีวร                         มาหมอบนอนให้กามาเกาะตัว                        ปากเป็นกาตามตัวเสพสังวาส                   สารพัดสัตว์สมสู่คู่ประสงค์                        ปากเป็นหมามือตีนล้วนบรรจง พิศวงน่าประหลาดวาดเป็นคน                        ที่ช้ำใจวาดด้วยจีวรพระ                              ศิลปะจัญไรอะไรนี่                        มึงวาดได้ไม่สนคนอัปรีย์                           ช่างไม่มีความละอายอ้ายคนพาล                        มึงจะวาดว่าใครก็ช่างเถิด                           คิดให้เพริศพิสมัยควรใหลหลง                        มึงจะวาดด้วยใจที่ทรนง                             ให้มึงลงชื่อไปให้ชัดเจน                        อย่ามามั่วเอาจีวรของสูงค่า                         เปรียบราคาต่ำทรามตามประสงค์                        เอาตรงนี้ปะตรงนั้นปั้นเป็นปม                มีคนชมเชยค่าราคามึง                        ทุกสังคมมีทั้งคนดีชั่ว                                  คนมีหัวไว้คิดเรื่องสร้างสรรค์                        คิดเรื่องเลวต่ำทรามสารพัน                       อย่าแบ่งปันความคิดชั่วแบบมั่วเอา                        มันเป็นเพียงด้านเดียวมุมเล็กเล็ก              อาจสรรค์เสกโลกทั้งใบให้มัวหมอง                        เหมือนคนดึงเอาเพียงเครือฟักทอง         ก็มัวหมองสะเทือนทั้งดอกใบ                        หากจะวาดว่าใครให้คิดก่อน                     เอาจีวรกางวาดปราชญ์ฉงน                        มึงเหมารวมพระทั่วทั้งมณฑล                   สัปดนเลวทรามดังภาพมึง                        ขออำนวยอวยพรให้ผู้วาด                          จงประหลาดแปลกตาดังว่านี้                        เกิดชาติหน้าฉันใดให้เกิดมี                       จงปากนี้เป็นกามาจิกกิน                        หรือไม่ก็ให้ปากเป็นดุจหมา                      ทั้งหน้าตาส่วนหัวมัวหมองสิ้น                        ให้เกิดเป็นหมูหมาให้ชาชิน                     จะได้สิ้นสันดานหมากาไก่ควาย............                                                                                                                                                                                                                 พระมหาประยงค์   โฆสการี                                                                                     ผู้ประพันธ์
36.
30
พิพัฒน์ [IP: 222.123.4.77]
เมื่อ พ. 17 ต.ค. 2550 @ 10:33
#154154 [ ลบ ]
NEW  VIEW 2                                                ทุกสังคมดีชั่วกลั้วกันไป                                                     ดีหรือไม่อยู่ที่ตนคนหรือหมา                                                พุทธศาสน์เขาตีแผ่โฆษณา                                                                                หมดราคาเปรียบกับกาสุนัขแมว                                                โอ้ ! พระสงฆ์องค์เจ้าเขาดูหมิ่น                                                       มาวาดศิลป์เปรอะเปื้อนให้มัวหมอง                                                ตัวเป็นหมากาไก่ครองจีวร                                                                 มาหมอบนอนให้กามาเกาะตัว                                                ปากเป็นกาตามตัวเสพสังวาส                                                                           สารพัดสัตว์สมสู่คู่ประสงค์                                                ปากเป็นหมามือตีนล้วนบรรจง                                                         พิศวงน่าประหลาดวาดเป็นคน                                                ที่ช้ำใจวาดด้วยจีวรพระ                                                                      ศิลปะจัญไรอะไรนี่                                                มึงวาดได้ไม่สนคนอัปรีย์                                                                   ช่างไม่มีความละอายอ้ายคนพาล                                                มึงจะวาดว่าใครก็ช่างเถิด                                                                   คิดให้เพริศพิสมัยควรใหลหลง                                                มึงจะวาดด้วยใจที่ทรนง                                                                     ให้มึงลงชื่อไปให้ชัดเจน                                                อย่ามามั่วเอาจีวรของสูงค่า                                                                 เปรียบราคาต่ำทรามตามประสงค์                                                เอาตรงนี้ปะตรงนั้นปั้นเป็นปม                                                        มีคนชมเชยค่าราคามึง                                                ทุกสังคมมีทั้งคนดีชั่ว                                                                                          คนมีหัวไว้คิดเรื่องสร้างสรรค์                                                คิดเรื่องเลวต่ำทรามสารพัน                                                                               อย่าแบ่งปันความคิดชั่วแบบมั่วเอา                                                มันเป็นเพียงด้านเดียวมุมเล็กเล็ก                                                      อาจสรรค์เสกโลกทั้งใบให้มัวหมอง                                                เหมือนคนดึงเอาเพียงเครือฟักทอง                                                 ก็มัวหมองสะเทือนทั้งดอกใบ                                                หากจะวาดว่าใครให้คิดก่อน                                                                             เอาจีวรกางวาดปราชญ์ฉงน                                                มึงเหมารวมพระทั่วทั้งมณฑล                                                                           สัปดนเลวทรามดังภาพมึง                                                ขออำนวยอวยพรให้ผู้วาด                                                                  จงประหลาดแปลกตาดังว่านี้                                                เกิดชาติหน้าฉันใดให้เกิดมี                                                                               จงปากนี้เป็นกามาจิกกิน                                                หรือไม่ก็ให้ปากเป็นดุจหมา                                                                              ทั้งหน้าตาส่วนหัวมัวหมองสิ้น                                                ให้เกิดเป็นหมูหมาให้ชาชิน                                                                             จะได้สิ้นสันดานหมากาไก่ควาย............                                                                                                                                                                พระมหาประยงค์   โฆสการี                                            ผู้ประพันธ์
37.
30
ชลิต [IP: 61.19.67.194]
เมื่อ ศ. 19 ต.ค. 2550 @ 11:41
#154573 [ ลบ ]

คนเหล่าใด  ย่อมรวมกลุ่มกับคนเล่านั้น

      ลองนึกดูครับ......ลองตรึกดู

       คนเขียนภาพ   กรรมการ      น่าคิดไหม !   

คำพูดที่ดี   ย่อมออกมาจากความคิด

                  ภายในที่ดี      

ทำนองเดียวกับการกระทำ...............     

                   มีอะไรอยู่ในหัว ของ   ผู้วาด

                                                      ผู้ตัดสิน !

 ปากบอกใฝ่ธรรม  ทำอะไรออกมาเป็นศิลปินแนวอะไรกัน   ทำไมไม่ดู.......ตัวอย่างดีๆๆๆๆๆอย่างคุณ   เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บ้าง ลองศึกษาดู ศิลปินในอดีตของไทยท่าน รับใช้พระพุทธศาสนากันอย่างไรลองไปศึกษาดู

                                                  ชลิต

38.
30
โอ [IP: 58.9.188.209]
เมื่อ ส. 20 ต.ค. 2550 @ 14:20
#154814 [ ลบ ]

เห็นด้วยกับพระมหาประยงค์ โฆสการี ทุกประการขอรับ......

39.
30
ลมเหนือ [IP: 124.120.143.149]
เมื่อ จ. 22 ต.ค. 2550 @ 19:52
#155062 [ ลบ ]

สันดานกา หมา-นุษย์

ตะบี้ตะบันมั่นมุ่งแท้   แน่ใจ
ทีท่าเหิมเริงไฟ         ใฝ่สะท้อน
ประชาธิปไตยไง       ฉันมั่น กมลแฮ
มีสิทธิ์ใช้สิทธ์อ้อน    สิทธิ์ใช้ ไฉนทราม ฯ

งามสุนทรีย์พร่างพร้อย      ภาพงาน
งามยิ่งแล้อุดมการณ์         เหล่าข้า
ศิลปะแห่งชาติตระการ      จรุงจิตต์
งามสะท้อนสัจจ์กล้า         เหล่าข้า มั่นผดุง ฯ

งามศิลป์ค่าเลิศล้ำ        ย้ำยิน
งามค่าควรแผ่นดิน       สยามหล้า
ควรเทิดเปิดแสดงสิ้น    เสพทั่ว กันนา
มากหลากรางวัลท้า      จึ่งกล้า การันตี ฯ

กระท้อนทุบทุบเถิดถ้า     รสดี ท่านเอย
แก้วหากคือเลิศมณี         รัตน์ล้ำ
เนิ่นกาลนับพันปี              ชนนอบ นบเฮย
มิใฝ่ ปาคูถซ้ำ                  ปิดกั้น แสงมณี ฯ

เวทนาปลาเต่าน้อย         หอยปู
หากว่ายหมายชื่นชู         ฝั่งแพร้ว
กระแสซัดสาดกราดกรู    เกยหาด
มิปรารถนาอีกแล้ว            เหือดสิ้น ศรัทธา

ร้อยร้อยโจรว่าร้าย       ยังดี ท่านเอย
ปล้นปอกลอกไปที       แค่เสี้ยว
ศรัทธาถูกย่ำยี              ปล้นนิ่ม
วายวอดวนหม่นเถี้ยว   โศกสิ้น กัปกัลป์ ฯ

ผดุงปริยัติไว้           ยืนยง
ภิกษุหนึ่งธำรง        มั่นไว้
คันถธุระคง             เพียรมั่น สืบแล
ท่ามยุคศรัทธาไร้     บากหน้า ผดุงเดิน ฯ

*คูถ = อุจจาระ
เถี้ยว = เที่ยว

**หลังจากได้ดู จับเข่าคุย ช่อง3 หลายวันก่อน**
หมายเหตุ
๑.ผลจากสิ่งที่ศิลปินสะท้อนโดยเหมารวมคณะสงฆ์   ก็ได้เห็นคนจำนวนหนึ่ง โพสเข้าไปด่าพระอย่างครึกโครม    ตามเวปที่มีข่าวลงโดยไม่กระดากปาก
มีความแตกแยกทางความคิดอย่างชัดเจน
(สงสัยว่า ศาสนิกศาสนาอื่น ๆ ไม่เห็นลุกมาสะท้อนแง่มุมเสีย ๆ ของศาสนาตนเองเลย   ...งานนี้ไม่รู้ใครได้ ใครเสีย )

๒. เห็นเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าน้ำนนท์บางลำ เอาป้ายข้อความที่นั่งสำหรับภิกษุ-สามเณรออกแล้ว(ทาสีกลบ)   ถึงไม่ทำอย่างนั้น ปกติคนที่ไปนั่งตรงนั้นก็ไม่มีใครลุกอยู่แล้ว 
   (พระผู้ใหญ่ ท่านบารมีมาก  เกิดอะไรขึ้น ท่านจะไม่ได้รับ   ผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น สัมภาษณ์อะไรท่านต้องให้เป็นกลางที่สุด อยู่แล้ว )

๓.ประเทศ สถาบัน หรือสมาคมไหน ที่ถูกประณามหยามเหยียด ถูกรังเกียจ ถามว่าใครอยากเข้าไปอยู่ ไปเป็นส่วนหนึ่งในสถาบันนั้นบ้าง  ถามเรา ๆ ก็
     คงบอกว่า no thanks  คนจะสืบทอดศาสนาก็คงน้อยลงเรื่อย ๆ ทุกวันนี้
     เห็นบวชกันแค่ ๗ วัน ๑๕ วันยังไม่ทันได้เรียนรู้อะไรเลย...

๔.ชาวพุทธที่เคยรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์เป็นต้นมารู้เรื่องราวเกี่ยวกับผ้ากาสาวพัสตร์ จะไม่กล้าหมิ่นน้ำพระทัยพระพุทธเจ้าเลย
    จะไม่กล้าแม้แต่จะคะนองคิด  นี่เล่นเอาจีวรพระมาขึงเขียนภาพอุดจาด แทนที่จะใช้ผ้าอย่างอื่น...ศิลปินน่าจะศึกษาพุทธให้มากขึ้นกว่าคนทั่วไป

๕. พระบางรูปมีพร้อมทั้ง ศีลาจารวัตร

บางรูปแม้ อาจาระ(มารยาท) หรือ 
 วัตร (ข้อปฏิบัติ) อาจดูไม่เข้าตาชาวบ้าน (เช่นออกมาประท้วง )
     แต่มิได้หมาย ความว่า ท่านไม่มีศีล(ในส่วนวินัยข้อห้าม)  เพราะฉะนั้น
     อยากด่าพระควรระวังให้มากไว้ก่อน....(ไม่ใช่ของฟรีอย่างที่คิด)
      เราจะได้ปลอดภัย...(เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง
      ยังจะเอากะทะทองแดงห้อย  คออีก)

๖.สมัยพุทธกาลมีภิกษุชั่วบาปหยาบร้ายกว่านี้เยอะ (ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก วินัยปิฎก จะมีตัวอย่างพระทำอะไร ๆ อย่างที่เราคาดไม่ถึง ) พระพุทธเจ้า
   ทรงยอมรับจุดนั้น ได้วางโทษไว้เป็นระดับ ๆ และข้อแก้ไขไว้เป็นระดับ ๆ หนัก เบา

๗.พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปปกป้อง พระญาติศากยวงศ์ถึง สามครั้งสมัยถูกพระเจ้าวิทูฑะภะ ยกทัพไปเข่นฆ่า  ..ถึงกรุงกบิลพัสด์  จนวอดวายสูญสิ้นศากยวงศ์ ในสมัยนั้น    ในที่สุดห้ามไม่ได้ ท่านก็จึงวางเฉย
     สถาบันที่ควรปกป้องพระองค์ก็ทรงปกป้อง ไม่ทอดทิ้งธุระเสีย....

     เรื่องที่ควรเฉยจึงเฉย เช่น ถูกนางมาคันทิยา จ้างคนไปตามด่าเวลาเข้าไปสู่คาม  นิคม หรือบิณฑบาต เป็นต้น...
    .ถ้าอุบาสกอุบาสิกา เข้มแข็ง พระคงไม่ต้องออก
     มาประท้วงจีวรปลิวอย่างในไทยหรือในพม่า ฯ  

๘. เงินทอง บุตรธิดา ฯลฯ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
      ได้ในชาตินี้ชาติเดียว เท่านั้น แต่ศรัทธาเป็นอริยทรัพย์ ๑ ใน
      ๗ อย่างที่ตามไปอำนวยสุขให้ได้ใน ทุกภพทุกชาติ    
       ขอให้พี่น้องผองเพื่อนรักษาไว้ให้มั่น.......        
                          
     ผู้ใดห้ามคนอื่นทำบุญ ทำกุศล หรือทำประโยชน์ ต่าง ๆ
       ( ด้วยวาจาตรง ๆ ก็ดี ด้วยการ ทำลายศรัทธาเขาวิธีใดวิธีหนึ่งก็ดี )        
       ผู้นั้นชื่อว่า ปล้นบุญของผู้จะให้ทาน  ปล้นลาภของผู้จะได้รับ
                  พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็น  มหาโจร ฯ

ประพันธ์โดย แสงเหนือ คัดลอก จากเวปบ้านกลอนไทย...........
การฆ่าคนจะเจตนาหรือไม่ก็ดี ตั้งใจหรือประมาทก็ดี ล้วนมีโทษทั้งสิ้น....
ผู้ใดในโลกนี้ แม้เพียงคนเดียว เห็นภาพที่ศิลปินเขียนแล้ว เสื่อมศรัทธาในสงฆ์ โทษหนักไม่อาจประมาณได้

ทานที่ให้ในสงฆ์นั้น แม้เราจะรู้ว่าในสงฆ์นั้นมีภิกษุทุศีลรวมอยู่ แต่เราระลึกถึงคุณของพระสงฆ์แล้วถวาย ด้วยความยำเกรงสงฆ์ เคารพสงฆ์ ศรัทธาในหมู่สงฆ์ ปราศจากปฏิฆะ (จิตนึกรังเกียจ)
ทานนั้นมีผลมากกว่าทานที่ให้เจาะจง
พระอรหันต์รูปใดรูปหนึ่ง ดังพระบาลีว่า...

(สงฺเฆ จิติการํ กาตุง สกฺโกนฺตสฺส หิ ขีณาสเว
ทินฺนทานโต อุทฺทิสิตฺวา คหิเต ทุสฺสีเลปิ ทินฺนํ มหปฺผลตรเมว ฯ  ...)
จากหนังสือมังคลัตถทีปนีข้อ ๒๒ หน้า ๑๕-๑๖ 

ศิลปิน และคณาจารย์ผู้สนับสนุน เตรียมตัว

ลงนรกเถอะ..เพราะผลจากการกระทำของพวกท่านมันแรงมาก ........ถ้ากลัวต้องรีบบวชตลอดชีวิตล้างซวยเสียจะหาว่าไม่เตือน.....เห้นว่าเป็นชาวพุทธด้วยกันนะ

หรือว่าไม่ใช่?

 

40.
30
ปกรณ์ [IP: 125.27.138.16]
เมื่อ พฤ. 25 ต.ค. 2550 @ 13:00
#155699 [ ลบ ]

ภาพเขียนที่ชื่อภิกาสันดานกานี้ ตอบว่าศิลปินทำไม่ถูกต้องในฐานะชาวพุทธที่แท้มีศรัทธาไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ เพราะสาเหตุว่า

1. เป็นการวาดภาพที่นอกเหนือจากพระพุทธพจน์จาการศึกษามาไม่มีภิกษุที่กระทำดังภาพที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นภิกษุสันดานกา (ดูได้จากพระไตรปิฎกแล้วเทียบกับภาพ)

2. การที่มีผู้มากล่าวว่าก็ดีที่มีผู้มาแสดงความคิดอย่างนั้น ในข้อนี้เมื่อภาพวาดไม่ถูกตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แสดงว่าเราลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธเจ้าโดยบังอาจแก้ไขความในพระไตรปิฎกมาตีความให้ผิดเพี้ยน

3. พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนพระภิกษุของพระองค์เองเปรียบเทียบขึ้นมาแต่ศิลปินทำตัวอวดดีกว่าพระพุทธเจ้ามาตีความบาปมหหันต์นะครับ

4. จีวรเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ไม่ควรนำมมาเปรอะเปื้อนด้วยภาพอันเป็นทางลบ ควรจะเขียนภาพที่ดีมีประโยชน์

     ความเห็นนี้อยากฝากกับท่านที่เห็นด้วยกับผู้วาดภาพว่า ผ้วาดภาพนั้นกระทำการไม่บังควรคือตีความพระธรรมของพรพุทธองค์ผิดพลาดพระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นนามธรรมเท่านั้น ไม่มีการนำภาพมาวาดเปรียบเปรย และศาสนาอื่น ๆ ก็ไม่มีการถูกย่ำยีอย่างนี้น่าสงสารพระปฏิบัติดีในโลกนี้อีกมากที่ถูกผู้ไม่เข้าใจศาสนาพุทธยำยีโดยความคิด

 

41.
30
พรพิมล [IP: 117.47.156.136]
เมื่อ ส. 10 พ.ย. 2550 @ 14:01
#163605 [ ลบ ]

ดิฉันเห็นด้วยกับคุณลมเหนืออย่างแรงค่ะ  เพราะว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ขึ้นรถลงเรือเป็นประจำค่ะ  เห็นพระภิกษุสามเณรที่เป็นพระเณรชั้นผู้น้อยต้องใช้บริการรถด่วนเรือด่วนต่างๆอยู่เป็นประจำ  ท่านก็เป็นพระเณรธรรมดาไม่มีปัจจัยที่จะจ่ายค่าแท็กซี่ราคาแพงๆหรือว่ามีรถยนต์ส่วนตัวเหมือนอย่างพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในระดับผู้ใหญ่จนยากที่จะเข้าถึงหรอกค่ะ  พระผู้ใหญ่ท่านไม่เคยขึ้นรถเมล์หรือว่าเรือด่วนเจ้าพระยาสักครั้งเลย  ดิฉันก็ไม่เคยเห็นพระผู้ใหญ่ขึ้นรถเมล์ หรือเรือด่วนเลยสักครั้งนะค่ะ ดิฉันก็อายุปาเข้าไปเลข 4 นำหน้าแล้วนะค่ะปีนี้  ก็เห็นแต่พระเณรที่ท่านเป็นนักเรียนเท่านั้นแหล่ะที่ท่านใช้บริการอยู่  แต่ท่านก็ไม่ได้นั่งนะค่ะ บนเรือน่ะ  ท่านยืนเอาค่ะ  ยืนจนกระทั่งถึงปลายทางแน่ะค่ะ  ดิฉันในฐานะที่ก็เป็นอุบาสิกา  ยากจะลุกให้ท่านนั่งค่ะ  แต่ก็ไม่ได้ลุก  เพราะท่านโดยสารมาหลายรูป  ถ้าดิฉันลุกให้ท่านนั่งเพียงคนเดียวก็คงไม่ครบทุกรูปเพราะคนอื่นเขาก็ไม่ได้มีความคิดเห็นเหมือนกันกับดิฉันนี่ค่ะ  ก็เลยทำเป็นนั่งนิ่ง ทั้งๆที่ไม่สบายใจ  ดิฉันก็ถามท่านนะค่ะว่าท่านต้องยืนอย่างนี้ตลอดเลยหรือค่ะ  ท่านก็ตอบว่า เจริญพรโยม  อาตมาก็ยืนอย่างนี้ตลอด  ก็ไม่ได้ลำบากอะไร สบายดีโยม  ดิฉันรู้สึกว่ามันก็ไม่ยุติธรรมนะคะถ้าพระเสียค่าโดยสารแล้วไม่ได้นั่งแถมต้องยืนเป็นเวลานานๆนะค่ะ  แต่ท่านก็บอกว่า  ท่านไม่ได้เสียค่าโดยสารแต่อย่างใดค่ะ  ดิฉันเลยโล่งอกไปที  แต่ก็ยังเสียความรู้สึกมากๆค่ะ เพราะดิฉันเคยอยู่ต่างจังหวัดมาก่อน  คนต่างจังหวัดเขาไม่ใจดำเหมือนคนกรุงเทพฯอย่างนี้แน่ค่ะ ดิฉันมั่นใจ  หลังจากวันนั้นดิฉันก็ไม่อยากขึ้นเรือด่วนอีกเลยเพราะไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกค่ะหันมาขึ้นรถเมล์แทนค่ะ  แต่ก็ยังไม่วายนะค่ะ  กลับเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ  รถเมล์ในกรุงเทพก็ยิ่งไม่ชอบรับพระเณรค่ะ  เพราะว่าอะไรนั่นหรือค่ะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจจนถึงเดี๋ยวนี้แหละค่ะว่าทำไม   แต่เมื่อเห็นพระเณรมารอโดยสาร  ทั้งคนขับทั้งคนเก็บค่าโดยสารก็ทำเป็นไม่พอใจค่ะ  และถ้าพอจะออกรถหนีได้ก็รีบออกทันทีค่ะไม่สนใจว่าท่านจะวิ่งตามหรือว่าโบกให้รอเลยแม้แต่น้อยค่ะ  คนโดยสารก็ได้แต่มองกันค่ะแต่ก็ดูสีหน้าแล้วทุกคนไม่ได้สลดกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าแต่อย่างใดค่ะ  บางคนกลับหัวเราะร่าออกมาด้วย ดิฉันงงมากๆค่ะว่าทำไมถึงทำกันแบบนี้  พระท่านจะได้โดยสารแน่นอนก็ต่อเมื่อมีผู้คอยโดยสารรถอยู่จำนวนมากๆท่านก็แทรกฝูงชนเข้าไปนั่งได้ค่ะ  แต่ก็ต้องเจอกับด่านของคนเก็บค่าโดยสารที่ท่าทางไม่เป็นมิตรกับพระเณรสักเท่าไหร่ค่ะ  เขาไม่ได้ไปเก็บค่าโดยสารกับพระหรอกค่ะ  แต่บอกให้พระไปนั่งเบาะหลังสุดแล้วชิดริมขวาสุดอย่ามานั่งตรงกลางเพราะผู้โดยสารท่านอื่นก็มีค่ะ  เขาว่าอย่างนั้น พระท่านก็ขยับไปจนสุดริมขวาทีเดียวค่ะ  ดูแล้วสงสารท่านจับใจค่ะ  นี่แหล่ะค่ะที่ดิฉันเห็นมาตลอดเกี่ยวกับการขึ้นรถลงเรือของพระสงฆ์สามเณรในกรุงเทพฯค่ะ   ในขณะเดียวกันที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ท่านมีเบนซ์นั้ง มีเก๋งนั่งท่านจะมาสนใจอะไรล่ะคะ  และจะรับรู้ถึงความลำบากของพระได้อย่างไรค่ะ  ดิฉันเห็นว่าถ้าไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้  ถ้าไม่เจอปัญหาก็ไม่รับรู้ปัญหาหรอกค่ะ  และท่านเหล่านั้นท่านไม่มีโอกาสได้รับรู้ปัญหาว่าพระเณรในการปกครองของท่านนั้นลำบากลำบนสักเท่าไรในการเดินทางไปไหนมาไหนน่ะค่ะ   เวลาท่านจะให้สัมภาษณ์อะไรกับสื่อ  ท่านก็พูดแบบสบายๆ บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น พูดเนิบๆ  สบายๆ สไตล์ท่านล่ะค่ะ  เพราะต้องรักษาภาพพจน์ของตนเองเอาไว้  แต่ไม่เคยจะมีโอกาสหรือไม่อยากมีโอกาสรับรู้ปัญหาที่พระเณรชั้นผู้น้อยได้รับหรือกค่ะ  ดิฉันได้สนทนากับพระเณรที่ท่านเดินทางไปศึกษาตามที่ต่างๆในกรุงเทพจึงได้รู้ปัญหาที่แท้จริงของท่านที่น้อยคนนักทึ่จะรับรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  มหาเถรสมาคม  ที่ท่านบอกว่าไม่เคยรับรู้เรื่องอะไรเลย  ตัวเองสบายอยู่แต่ในพระอารามรอกิจนิมนต์ต่างๆในแต่ละวัน  ใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปก็กับกิจนิมนต์นี่แหล่ะค่ะ  โดยไม่สนใจให้ความสำคัญหรือว่ามีนโยบายอะไรมาให้ความสะดวกหรือผ่อนคลายความทุกข์ยากลำบากของพระเณรที่ท่านปกครองอยู่เลยแม้แต่น้อยค่ะ   และดิฉันก็คิดว่าน่าจะจริงอย่างที่พระเณรหลายๆรูปท่านบอกและสนทนากับดิฉัน  พอมาเห็นการแสดงความคิดเห็นเรื่องภิกษุสันดานกากับหมามนุษย์ของพระมหาประยงค์  โฆสการีก็ดี  ของคุณลมเหนือก็ดี  และอีกหลายๆท่านก็ดี  ทำให้ดิฉันเห็นชัดเจนขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระพุทธศาสนาค่ะ  อยากให้มหาเถรสมาคม และพระเถระที่เป็นพระเถระพระสังฆาธิการ(เรียกไม่ถูกอย่าว่ากันนะค่ะ)ทำงานพระศาสนาควบคู่ไปกับการดูและพระสงฆ์สามเณรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และยืนหยัดต่อสู้กับสภาพสังคมที่เลวร้ายลงเรื่อยๆนี้ให้ได้ค่ะ

ขอฝากมหาเถรสมาคมด้วยนะค่ะ   และช่วยกันบอกต่อด้วยนะค่ะ      หากเห็นว่าที่ดิฉันแสดงความคิดเห็นไปนี้เป็นความจริงและพอจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง  จะช่วยกันเผยแพร่กระตุ้นเตือนมหาเถรสมาคม กับกรมการขนส่งทางบก  กระทรวงคมนาคม  หรือ ขสมก. ด้วยก็ดีค่ะว่า  งานที่ท่านรับผิดชอบอยู่นั้นมันจะกลายเป็นบาปกรรมที่ท่านไม่ตั้งใจทำหรือไม่มีโอกาสรับรู้เลยก็เป็นได้  แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับดิฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ  ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะ   สำหรับการติดตามเรื่อยมาจนจบ  ขอบคุณค่ะ

42.
30
เซ็ง [IP: 125.27.30.233]
เมื่อ จ. 12 พ.ย. 2550 @ 03:01
#164732 [ ลบ ]

ถึงความคิดเห็นที่ 30 

งานนู๊ด กับภาพโป๊ ไม่เหมือนกันนะคะ ถ้าเรียนศิลปะมาน่าจะรู้  อย่างคุณไม่รู้เรื่องก็อย่างสะเออะเอามาเปรียบเทียบ  แล้วอีกอย่างการส่งงานประกวดนั้นศฺลปินส่วนใหญ่แค่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง มิใช่หวังเพียงล่าเงินรางวัล ความรู้เท่าหอยมดไม่ควร มาพูดแบบนี้

43.
30
turkoo [IP: 58.9.188.168]
เมื่อ ศ. 01 ก.พ. 2551 @ 14:26
#224951 [ ลบ ]

ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าคุณอนุพงษ์ จันทอน คิดอย่างไรถึงได้เขียนภาพนี้ขึ้นมา อย่างภาพ ภิกษุสันดานกาหรือสันดานหมานี่ครับ

จริงๆแล้วอาจจะสรุปได้ว่า คุณอนุพงษ์ที่วาดรูปนี้ขึ้นมา วาดขึ้นมาเพราะปราศจากความรู้ที่แท้จริงในเรื่องเกี่ยวกับงานทางศิลปะ ซึ่งเราจะเรียกว่า ศิลปินก็ไม่ได้ครับ ต้องเรียกว่า ไอ้กุ๊ยข้างถนน ประเภทไร้กาละเทศะ คิดจะทำอะไรก็ทำในลักษณะบิดามารดาไม่สั่งสอน

ถ้าศึกษาแนวคิดปรัชญาทางศิลปะดูดีๆ ก็จะเห็นว่า แนวความคิดทางสุนทรีย์ศาสตร์ หรือปรัชญาศิลปะแรกเริ่ม เพลโต้ได้กล่าวว่า " ศิลปะจะต้องสนับสนุน ศีลธรรม และปรัชญา" นั่นก็คือ ศิลปะจะต้องประกอบทั้งความรู้และคุณธรรม ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้ความหมายไป

อย่างคุณอนุพงษ์นี่เราจะเรียกว่าศิลปินไม่ได้ครับ ต้องเรียกว่าไอ้กุ๊ย หรือพวกไร้ค่าขยะสังคม ที่สร้างความเสือมเสียสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

ดูอย่างศิลปะ ในยุโรปซิครับ ยุคกลางเป็นศิลปะที่สวยงามมากเกิดจากแรงบันดานใจทางศาสนาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ ตั้งแต่ ยุค ไบเซ้นไทน์ บราลอค ก็ได้รับอิทธิพลทางศาสนา หรือ การจุดกำเหนิดเกิดขึ้นของวรรณคดี วรรณกรรมต่างๆก็มีจากบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าทางศาสนา

สรุปได้ว่าศิลปะจึงเป็นสิ่งที่สวยงามและสร้างสรรค์จรรโลงใจอย่างคุณอนุพงษ์อาจจะเป็นไปได้ที่ได้รับการเก็บกดจากการกระทำของมารดาตนในอดีตที่ฝังรากลึกในจิตใจ แล้วแสดงออกมาในลักษณะสุดโต่งเช่นนี้ หรืออาจเป็นการกระทำที่เกิดจากแรงผุดขึ้นมาจากภาพในอดีตที่เห็นมารดาตนสมสู่กับสัตว์เดรัจฉาน(สุนัข) จึงจินตนาการไปในทางที่ต่ำเช่นนี้

 

44.
30
อ่านแล้วขัด [IP: 124.121.32.86]
เมื่อ ส. 02 ก.พ. 2551 @ 07:13
#225418 [ ลบ ]

คาดว่าคุณ turkoo มีความรู้ด้านอดีตชาติของคนอื่นมากมายพอดู เลยรู้ว่าแม่ใครทำอะไรมาในอดีต

ขอถามว่า เคยเห็นอดีตชาติของตัวเองบ้างรึยัง ก่อนจะมาสรุปอดีตคนอื่น

 ไม่เห็นด้วยกับภาพ ไม่จำเป็นต้องลามไปถึงบุพการีคนอื่นนะ

เก็บกดอะไรรึเปล่า

45.
30
ไม่แสดงตน [IP: 125.26.127.137]
เมื่อ พฤ. 13 มี.ค. 2551 @ 08:58
#237997 [ ลบ ]

เราลืมคำว่า   "แคร์"   ความรู้สึกของคนดีกันไปหรือเปล่าเพราะส่วนมากทุกคนก็มักจะบอกว่าเป็นส่วนน้อยหรือว่าคนที่ทำดีแล้วไม่ต้องการคำสรรเสริญต่อไปเราไม่ต้องยกย่องกันเราก็ทำเรื่องของคนชั่วมาเสพสมกัน

"พระไทยประท้วงเรื่องห้ามเอาบริษัทเบียร์เข้าตลาดหุ้น/เรื่องเปิดบ่อน/เรื่องหวยออนไลน์ถูกด่ากัน............หายหาว่ายุ่งเรื่องทางโลก..แต่พระพม่าประท้วงการเมืองถูกยิงตายเรากลับสรรเสริญว่าเป็นวีรบุรุษ" .....โอ้มนุษย์ช่างมีอคติแท้.!!!!!!!!!

46.
P
aonjung
เมื่อ พฤ. 13 มี.ค. 2551 @ 10:17
#238008 [ ลบ ]

แค่นี้ก็แยกแยะไม่ออก ว่าศิลปินเค้าสื่อให้เห็นส่วนหนึ่งของสังคม พวกที่ทำหัวเสียกับภาพนี้ ดันเหมารวมเองนี่หว่า ถามจริงเหอะว่า ตัวเองเป็นคนดีแล้วเหรอ อย่ามาทำเป็นมือถือสากปากถือคัมภีร์หน่อยเลย ทุกวันนี้คนมันก็สวมหน้ากากใส่กันอยู่แล้ว มนุษย์มันก็ขี้เหม็นกันทุกคนแหล่ะ พระสงฆ์จะดีหรือเลวไม่เห็นเกี่ยวกับพวกคุณสักหน่อย  พวกคุณทำตัวเองให้ดีก่อนเหอะ ปัดโธ่เอ้ย

47.
30
ไม่แสดงตน [IP: 125.25.23.8]
เมื่อ อ. 22 ก.ย. 2552 @ 20:26
#451481 [ ลบ ]

ภิษุสันดานกา...

คำถามและขอความเห็น...

1 เราเรียนศิลปเพื่ออะไร?

2 ศิลปินเข้าไปวัด...หวังสร้างงานศิล...ยกระดับจิตใจ...หรือหวังอะไรซ้อนเร้นอยู่ในใจ...

3 ไม่ทราบว่าวัสดุที่ผู้ที่ถูกเรียกว่า...ผู้สร้างงานศิลปะนำมาใช้ทำผืนผ้าใบคืออะไร?

4 ได้ข่าวว่าคุณ..เป็นเด็กปั้น...ของผู้ใหญ่...จริงหรือไม่ (ถึงจริงก็ไม่ยอมรับ)

48.
30
ไม่แสดงตน [IP: 125.25.23.8]
เมื่อ อ. 22 ก.ย. 2552 @ 20:31
#451482 [ ลบ ]

จิตกรสันดานกาม...

คอยติดตามผลงานชิ้นต่อไป...

"จิตกรสันดานกาม..."

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.191.99
ข้อความ:  
เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
 
รหัสสุ่ม: ( ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน )
  ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ

บันทึกอื่นๆ